Columnist

พระราชาสถิตในดวงใจนิรันดร์ 13 ตุลา “อาทิตย์อับแสง”

พระราชาสถิตในดวงใจนิรันดร์

13 ตุลา “อาทิตย์อับแสง”

 ‘ธนก บังผล’

 

              แต่ละวันที่ผ่านมาตลอด ปี หลังพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จสวรรคต มีสิ่งหนึ่งที่สังคมไทยขาดหายไปอย่างชัดเจนคือ “ศูนย์รวมใจ” แม้ในช่วงที่ความสามัคคีองคนในชาติเข้าสู่สภาวะวิกฤตที่สุด แต่คนไทยไม่เคยไม่รักกัน …เหมือนวันนี้

              70 ปี 4 เดือน 4 วัน ที่ทรงครองราชย์ พระราชาที่ได้รับการยกย่องจากคนทั้งโลกว่าเป็น “พระมหากษัตริย์” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา

ผมเกิดมาทันในช่วงที่เห็นพระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจในถิ่นทุรกันดาร หรือเสด็จเป็นการส่วนพระองค์เพื่อสักการะสนทนาธรรมกับพระอริยสงฆ์ตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ

              เป็นช่วงเจเนอเรชั่นที่มีโอกาสได้รับรู้และนั่งเฝ้าโทรทัศน์ในวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี จากที่เคยเห็นพระองค์มีพระวรกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และเจริญพระชนมพรรษามากขึ้นเรื่อยๆ ทรงพระประชวร จนกระทั่งสวรรคต คนเจเนอเรชั่นนี้จึงไม่เคอะเขินที่จะเรียกพระองค์ว่า “พ่อ” เพราะเราเติบโตและมีพระองค์ทรงเป็นเหมือนพ่อที่ดูแลเอาใจใส่ลูกๆมาอย่างสม่ำเสมอ

              ตลลอดรัชกาลพระองค์ยังทรงเป็นสถิตเป็นศูนย์รวมใจให้คนไทยผ่านวิกฤตต่างๆนานา มามากมาย ซึ่งนั่นทำให้  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง แต่ก็มีบางสถานการณ์ในอดีตที่ดึงพระองค์ให้เข้าไปเกี่ยวพัน

              หลังจากที่ จอมพลแปลก (ป.) พิบูลย์สงคราม ก่อรัฐประหารในปี 2494 ก็มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า เมื่อจอมพล ป. ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ  2492 และกลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 เพื่อเป็นการลดอำนาจพระมหากษัตริย์นั้น ในบันทึกของพระองค์เจ้าธานีนิวัต ระบุว่า “กริ้วมาก ทรงตำหนิหลวงพิบูลอย่างแรงหลายคำ ท่านว่าฉันไม่พอใจมากที่คุณหลวงทำเช่นนี้”

              จอมพล ป. ยังสร้างความไม่พอพระราชหฤทัยอยู่บ่อยครั้ง หลายเรื่อง ตลอด 8 ปีที่เป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2500 จอมพล ป.ได้ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อขอให้ทรงสนับสนุนรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเตือนจอมพล ป. ว่าขอให้ลาออกจากตำแหน่งเสียเพื่อมิให้เกิดรัฐประหาร แต่จอมพลแปลกปฏิเสธ

ซึ่งเย็นวันนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลทันที และ 2ชั่วโมงหลังจากการประกาศยึดอำนาจ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้จอมพล สฤษดิ์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พระองค์มีพระราชดำรัสในพิธีประดับยศนายทหารชั้นนายพล เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2519 ความตอนหนึ่งว่า

“เช่นหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเขียนไว้และเจาะจงว่า นายพลไทยยึดอำนาจ นายพลไทยเป็นเผด็จการ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบของท่านนายพลไทยไม่ใช่น้อย เพราะว่าถ้าเผด็จการก็ต้องเผด็จให้ดี เพราะว่านายพลไทยและทหารไทยทั้งหลาย ไม่เคยเผด็จการเพื่อให้เป็นเผด็จการแบบฝรั่ง พยายามที่จะทำเพื่อประเทศชาติ เพราะทหารไทยถือชาติเป็นสูงสุด เป็นใหญ่ ฉะนั้น เมื่อมีการว่ากล่าวว่านายพลไทยเป็นเผด็จการ เราก็จะต้องพยายามเผด็จการให้ดี ให้เหมาะสมกับผู้ที่เป็นชายชาติทหารโดยแท้”

หลังรัฐประหารปี 2549 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้พระราชทานสัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสียพระทัยต่อเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองและการเสียพระทัยจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองนำไปสู่พระอาการประชวรเป็นไข้ ใจความตอนหนึ่งว่า

“จะเล่าไป ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่อยากพูดถึงใครว่าใครดีใครเลว ไม่รู้ เพราะไม่เคยคบนักการเมือง แต่ว่า รู้แต่ว่า เหตุการณ์ปีที่แล้ว ที่มีการเผาบ้านเผาเมืองกัน อันนั้นนำความทุกข์มาสู่พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จฯ (สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ) เหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวนี่ จากที่ทรงหัดเดินได้น่ะ ตอนนั้นน่ะ ทรงทรุดเลย เป็นไข้ต้องให้น้ำเกลือ นอนแบ็บเลย สมเด็จฯ ก็เสียพระทัยมากเหลือเกิน ท่านรับสั่งว่า คราวที่เราถูกเผาเมืองนั้น คือสมัยเสียกรุงต่อพม่า กรุงศรีอยุธยา แต่คราวนี้ สะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะเป็นการที่คนไทยเผาเมืองไทยเอง”

เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผมพบว่าเมื่อย้อนไปอ่านพระบรมราโชวาท รัชกาลที่ 9 มีหลายพระราชกระแสรับสั่งที่ยังทันสมัยสามารถนำมาเป็นแนวคิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างดี

 

เช่น ประเด็นคนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่าที่การถกเถียงของเรามักจะจบไม่ลงว่าระหว่างคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนกับไดโนเสาร์ไม่ทันยุค เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่  

“การที่คนสมัยใหม่บอกว่าคนสมัยเก่ามีความรู้น้อยก็อาจเป็นจริ

แล้วคนสมัยใหม่ดูถูกหรือเหยียดหยามคนสมัยเก่าก็มีสิทธิ์

…แต่ถ้าพูดตามความจริงแล้ว…

สิทธิ์ที่จะเหยียดหยามคนรุ่นเก่าไม่ควรจะมี

ด้วยเหตุว่า…คนรุ่นเก่านี้เองทำให้คนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาได้”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2531

แม้แต่ประเด็น “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่สื่อมวลชนไม่สามารถจะนำเสนอได้นั้น พระองค์ก็เคยมีพระราชกระแสรับสั่งที่น่าสนใจ

 “เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า ราชอาณาจักรนั้นเปรียบเสมือนพีระมิด

มีพระมหากษัตริย์อยู่บนยอด และมีประชาชนอยู่ข้างล่าง

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างจะตรงกันข้าม

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องปวดคอและบริเวณไหล่อยู่เสมอ”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก เมื่อ พ.ศ. 2525

หรือประเด็นการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ซึ่งหากนำพระราชกระแสเกี่ยวกับความสามัคคีมาพิจารณา ก็จะเป้นประโยชน์ไม่น้อย

“ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง

สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย

ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ

และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2532

“สามัคคี หรือการปรองดองกัน ไม่ได้หมายความว่า

คนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง…คนอื่นต้องพูดเหมือนกันหมด

ลงท้ายชีวิตก็ไม่มีความหมาย

ต้องมีความแตกต่างกัน แต่ต้องทำงานให้สอดคล้องกัน

แม้จะขัดกันบ้าง…ก็ต้องสอดคล้องกัน”

 

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2536

 

ที่ผมกล่าวมานี้เพราะมีตั้งใจจริงต้องการให้พระราโชวาทที่เคยเผยแพร่รับสั่ง และพระราชทานแก่คณะบุคคล ในวาระโอกาสมากมายที่ผ่านมานั้น ได้นำกลับมาเป็นแนวคิดในการปกครองของผู้มีอำนาจ คือก่อนจะสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบใดๆ ควรถูกนำมากลั่นกรองจากรากฐานที่ยึดมั่นว่าเราต่างเป็น “คนไทย” ชาติเดียวกัน

นอกจากนี้ยังเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนสังคมให้แก่ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงในประเด็นต่างๆ ว่าการเรียกร้อง หรือมีข้อเสนอใดๆนั้นต้องมีพื้นฐานคือชาติต้องดำรงอยู่ และทุกคนต้องไปด้วยกัน

แค่เพียง 4 ปีที่รัชกาลที่ 9 สวรรคต คนไทยและสภาพประเทศของเราอันเคยร่มเย็นถ้อยทีถ้อยอาศัยนั้นเหมือนเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้วกว่า 100 ปี

อยากให้ทุกท่านได้ลองไปฟังเพลง “อาทิตย์อับแสง” เพลงพระราชนิพนธ์ที่ผมฟังแล้วเห็นภาพสังคมไทยวันนี้ได้ชัดเจนเหลือเกิน

สำหรับผมแล้ว …พระองค์ยังคงอยู่ในใจเสมอ

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: