BiznewsColumnist

พรรคมิจฉาชีพการเมืองไทย รอเลือกตั้งหวังเงิน “กองทุน”  

พรรคมิจฉาชีพการเมืองไทย

รอเลือกตั้งหวังเงิน “กองทุน”  

โดย…ธนก บังผล

              สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนถึงจำนวนพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2562 ระบุว่ามีมากถึง 104 พรรค นี่เป็นตัวเลขหลังจากที่ ทาง กกต. ประกาศให้ 9 พรรคการเมืองสิ้นสภาพไปแล้ว ได้แก่ พรรคประชาราช ,พลังอุดร ,กิจสังคม ,ประชาสันติ ,อาสาสมัครไทย ,คนไทย ,พลังพลเมือง ,มาตุภูมิ และเสรีนิยม

              คำถามคือ ทำไมเราถึงมีพรรคการเมืองมากมายขนาดนี้ และบางพรรคเหล่านี้เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่

              ผมขอย้อนกลับไปในอดีตซึ่งเคยมีกรณีเหล่ามิจฉาชีพไปจดชื่อจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อรับเงินสนับสนุนจาก กกต. และเป็นที่สังเกตได้ว่าจะมีการแห่ไปตั้งพรรคการเมืองมากขึ้นในช่วงก่อนเลือกตั้งไม่เกิน 1 ปี โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายทำเรื่องขอรับเงินสนับสนุนจาก “กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง”

อดีต กกต.ท่านหนึ่งเคยออกมายอมรับด้วยว่ามีขบวนการตั้งพรรคการเมืองเพื่อหาเงินเป็นเรื่องจริง เป็นการตั้งพรรคการเมืองเข้ามาเพื่อหวังจะเอาเงินกองทุนพัฒนาการเมืองนี่ละครับ

“เคยเกิดกรณีบางพรรคไปนำรายชื่อกลุ่มแชร์ลูกโซ่ข้าวสารมาเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นการหลอกลวง ขณะนี้กำลังถูกดำเนินคดีอยู่หรือการตั้งสาขาพรรค เคยมีบางพรรคการเมืองใช้โรงนาเป็นสาขาพรรคก็ไม่สามารถทำได้  ซึ่งขณะนี้มีพ.ร.บ.พรรคการเมือง ปี 2550 กลุ่มคนที่หวังเอาเงินลักษณะนี้จะทำไม่ได้อีกแล้ว เพราะการหาจำนวนสมาชิกพรรคในระยะเวลา 1 ปี ส่วนใหญ่จะหาไม่ได้ และยังถูกบังคับให้ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส. อีก ฉะนั้นพรรคที่จะเหลืออยู่จริงก็จะมีเพียง 20 พรรคเท่านั้น” อดีต กกต. ท่านนี้บอกมาหลายปีแล้ว

              และเพราะกองทุนฯ นี้มีเงินมหาศาลจึงตกเป็นที่หมายปองของมิจฉาชีพ มีข้อมูลว่าตั้งแต่กองทุนฯ เริ่มก่อตั้งในปี 2541 จนถึงปัจจุบัน โดยกองทุนฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไปแล้วรวมเป็นเงิน 2,700 ล้านบาท และได้จัดสรรเงินให้พรรคการเมืองจนถึงปี 2554 ไปแล้วประมาณ 89 พรรคการเมือง เป็นเงินประมาณ 2,565 ล้านบาท

              งบประมาณที่รัฐบาลให้กองทุนฯ มากมายขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการรณรงค์ให้ผู้มีรายได้ร่วมบริจาคเงินภาษีไม่เกินคนละ 500 บาทเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราชอบผ่านทางกรมสรรพากร จากนั้นก็กรมสรรพากรก็จะจัดทำรายชื่อพรรคการเมืองที่ได้รับการอุดหนุน ส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองพร้อมกับโอนเงินดังกล่าวให้กองทุนฯ ก่อนที่ทางกองทุนฯ จะโอนเงินให้พรรคการเมืองที่ได้รับการอุดหนุนเงินภาษีเป็นขั้นตอนสุดท้าย

              แม้ว่าจะมีบางพรรคการเมืองที่ไม่มีใครบริจาคภาษีให้เลย ก็ยังสามารถได้รับเงินก้อนนี้เช่นกัน

              อย่างแรกเลยคือ ไปแจ้งกับ กกต.เพื่อขอจัดตั้งพรรคการเมือง ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ หาคนมาเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค หรือบางคนก็ถูกจ้างด้วยการให้มาเป็นหัวหน้าพรรค

หลังจากเป็นพรรคการเมืองแล้ว กฎหมายหลักๆบังคับไว้ว่าภายใน 1 ปี พรรคการเมืองต้องมีสมาชิกพรรค 5,000 คน มีสาขาพรรค 4 ภาค รวมทั้งให้จัดมีการประชุมประจำปี ครั้ง ตรงนี้ละครับที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ถูกยุบกัน แต่ช่องโหว่ก็ยังมีอยู่อย่างที่ผมบอกคือ ต้องกะเวลาวันที่จะมีการเลือกตั้งให้อยู่ในระหว่างที่ยังไม่ครบ 1 ปี  

ขั้นตอนต่อมาคือการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งทาง กกต.จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับผู้สมัคร แบบแบ่งเขต โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.กำหนดเบื้องต้นคนละไม่เกิน 2 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง กกต.เสนอคิดจากจำนวนการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต คือ 1-50 คนไม่เกิน 10 ล้านบาท , 51-100 คน ไม่เกิน 20 ล้านบาท 101-150 คน ไม่เกิน 30 ล้านบาท

201-250 คน ไม่เกิน 50 ล้านบาท ,251-300 คน ไม่เกิน 60 ล้านบาท และ 301-350 คน ไม่เกิน 70 ล้านบาท

ดังนั้นข่าวที่ออกมาว่าพรรคนั้นมีผู้สมัครรับเลือกตั้งมากที่สุด หรือพรรคนี้ส่งผู้สมัครครบทุกเขต ก็หมายความว่าเป็นจำนวนเงินที่จะได้รับสนับสนุนจาก กกต.

ส่วนส่งผู้สมัครไปแล้วจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่นั้น เหล่ามิจฉาชีพไม่สนใจเลยครับ รับตังค์เสร็จก็รอยุบถูกพรรคแล้วก็ไปตั้งพรรคใหม่ วนหาคนมาเป็นหัวหน้าพรรคไม่ให้ซ้ำหน้า แค่นี้ก็ได้เงินเข้ากระเป๋าไปแล้วอย่างน้อยๆ 10ล้านบาท โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

ทาง กกต.เองก็รู้นะครับว่ามีมิจฉาชีพหากินกันแบบนี้ และพยายามกำหนด พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับใหม่เพื่ออุดรอโหว่ของกองทุนฯ โดยมีการแบ่งสัดส่วนตามขนาดของพรรค ค่าบำรุงพรรค และคะแนนเสียงเลือกตั้ง

กำหนดให้รายได้ของพรรคการเมืองจะมาจาก 1. ทุนประเดิมพรรคหนึ่งล้านบาท 2. ค่าธรรมเนียมสมาชิก 100 บาทต่อปี 3. จำหน่ายสินค้าและบริการของพรรค 4. การจัดระดมทุน 5. การรับบริจาคซึ่งไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย 6. เงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง

ซึ่งแต่ละพรรคจะได้จากการคำนวณสามส่วนคือ 40 % จากค่าบำรุงพรรค ,40% จากคะแนนเสียงที่พรรคได้รับจากประชาชน และ 20 % จากจำนวนสาขาพรรค

ซึ่งแน่นอนว่าอาจป้องกันไม่ให้พวกหัวใสเข้ามาหากินได้ในบางขั้นตอน กลับกันเมื่อกำหนดให้แต่ละพรรคได้เงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไม่เท่ากัน นักการเมืองก็รู้สึกได้ทันทีว่าเกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบ ทำให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กต้องใช้จ่ายตามงบประมาณที่ได้รับ ยิ่งประเด็นกำหนดให้คนที่จะมาเป็นสมาชิกพรรคต้องจ่ายเงินค่าบำรุงให้กับพรรคการเมืองด้วยนั้น ส่งผลให้จำนวนของสมาชิกพรรคที่เคย “ปั่น” ได้ลดลงหรือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแบบผิดหูผิดตาทันที   

นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อกรณีสมาชิกพรรคและ เงินจากกองทุนฯว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. ได้จัดสรรเงินสนับสนุนให้พรรคการเมือง 117 ล้านบาท โดยแต่ละพรรคจะได้รับการคำนวณวงเงินจากจำนวนสาขาพรรค

เมื่อได้รับการจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองแล้ว ให้รับสมัครสมาชิกได้ทันที โดยผู้ร่วมจัดตั้งพรรค 500 คน จะถือว่ามีสมาชิกภาพเป็นสมาชิกพรรค เรื่องหาสมาชิก 100 คน ขอแนะนำให้แต่ละพรรคเผื่อจำนวน ป้องกันกรณีสมาชิกซ้ำซ้อนกับพรรคอื่น ซึ่งจะมีผลให้เสียทั้ง 2 พรรค จะถูกตีความว่าหาสมาชิกชอบหรือไม่  

ส่วนกรณีกองทุนเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ในปีงบประมาณ 2562 วันที่1 ม.ค.-31 ธค. 62 ซึ่งกกต.ได้จัดสรรรูปแบบใหม่ จะได้เท่าไรขึ้นอยู่กับเกณฑ์ตามกฎหมาย โดยกกต.ได้รับงบประมาณ 130 ล้านบาท สามารถจัดสรรให้พรรคการเมืองได้ 117. ล้านบาท

คาดว่าจะโอนเงินอุดหนุนให้พรรคการเมืองได้ในช่วงต้นปี 2562. ทั้งนี้กฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินอุดหนุนเพื่อสมทบกับเงินค่าบำรุงที่แต่ละพรรคเก็บได้ และจำนวนสาขาพรรค เมื่อได้รับเงินไปแล้วสามารถนำใช้จ่ายอะไรได้บ้าง กฎหมายค่อนข้างกว้างสามารถนำไปใช้ในการหาเสียงได้ โดยต้องทำเอกสารรายงาน กกต. ส่วนพรรคการเมืองเก่าจะมีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนที่มาจากเงินบริจาคจากภาษีด้วย

นอกจากนี้ พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ทางกกต. จะก็สนับสนุนค่าไปรษณียากร ,ค่าโทรศัพท์ หรือค่าโทรคมนาคมอื่น ,การจัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่ของพรรคการเมือง ,ค่าเช่าสำนักงานพรรคการเมืองและสาขาพรรคการเมือง ,ค่าสาธารณูปโภค ,ค่าเช่าสถานที่จัดประชุมใหญ่พรรคการเมือง หรือจัดประชุมใหญ่สาขาพรรคการเมือง หรือเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ ตามที่ กกต. เห็นสมควร

หากพรรคการเมืองใดได้รับเงินสนับสนุนไปแล้ว แต่กลับไม่จัดทำแผนการดำเนินงานและแผนการใช้จ่ายตามแผนงานและโครงการที่ขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ ให้นายทะเบียนเรียกคืนเงินสนับสนุนพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

นี่เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บ้านเรามีพรรคการเมืองมากกว่าชาวบ้านเขา และ กกต.ไม่สามารถปฏิเสธการจัดตั้งพรรคได้เลยนะครับเนื่องจากถูกคำว่าประชาธิปไตยสาปเอาไว้ เพราะฉะนั้นคำถามที่ผมตั้งไว้ว่า ทำไมเราถึงมีพรรคการเมืองมากมายขนาดนี้ และบางพรรคเหล่านี้เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ …คงมีคำตอบกันแล้วนะครับ

นี่ยังไม่นับกรณีการตั้งพรรคการเมืองให้ชื่อดูเชยๆ หรือติดปากชาวบ้านได้ง่ายๆ เพื่อรอขายต่อให้กับพรรคการเมืองที่อาจถูกสั่งให้ยุบในอนาคต เป็นอีกวิธีในการทำกำไรจากธุรกิจเลือกตั้งที่คาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น การที่ไทยมีพรรคการเมืองมากมายนั้น บางแง่มุมอาจไม่ได้หมายความถึงความเข้าใจหรือยืนยันได้ว่าเป็นการตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยของคนแม้แต่น้อย

เลือกตั้งครั้งนี้ทุกคนมีอำนาจล้นฟ้าแค่ 10 วินาทีระหว่างช่วงหย่อนบัตร น่าคิดนะครับว่าอนาคตเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศและการเมืองกันได้อย่างไร ในเมื่อการตั้งพรรคการเมืองที่ถือว่าเป็นต้นทางของประชาธิปไตยยังมีกลิ่นเน่าอยู่อย่างทุกวันนี้

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: