BiznewsIT & Digital

ผ่าแนวคิดซีอีโอป้ายแดง”เอสทีที” กับภารกิจผุด “ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล”

เขย่าวงการไอทีเมืองไทยเมื่อ “ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา” ประกาศย้ายค่าย นั่งแท่น “ซีอีโอ” คนแรกของ “เอสทีที จีดีซี ประเทศไทย” หวังพลิกโฉมแวดวงดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง

บริษัท เอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก จากสิงคโปร์ โดยเอสทีที จีดีซี ประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้าพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ขนาด 75,000 ตารางเมตร (15 ไร่) เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทย โดยดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งนี้จะมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย และมีมาตรฐานระดับโลก ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2564  ภายใต้ความรับผิดชอบอย่างเต็มตัวของศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา กับภารกิจหลักในการนำทีมเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยให้เติบโต โดยมีมูลค่าการลงทุนโครงการประมาณ 7.3 พันล้านบาท

ทั้งนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์แคมปัสระดับไฮเปอร์สเกลนี้ จะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2564 โดยจะใช้ระบบเชื่อมต่อเป็นกลางแบบไม่จำกัดมีเดีย (Multiple Carrier Neutral) และเป็นศูนย์ให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือของสององค์กรยักษ์ใหญ่ อย่างบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศไทย และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ เอสทีที จีดีซี”(STT GDC) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกจากสิงคโปร์ กล่าวว่า  หลังเปิดให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลแห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯย่านรามคำแหงตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 1,000 ล้านบาทภายใน 4 ปีซึ่งจะส่งให้ STT GDC ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 20% ขณะผู้นำตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทยในขณะนี้มีส่วนแบ่งตลาดราว 28% ของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเติบโตประมาณปีละ 14-16% โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ตลาดเติบโตมาจากภาคธุรกิจเอ็นเตอร์ไพร้ซ์ต่างๆ อาทิ ธุรกิจธนาคารดิจิทัล ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจการสร้างและการบริโภคคอนเท้นต์ที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการวิเคราะห์ (Data science and analytics) ความสนใจเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มากขึ้น รวมถึงนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

 

ภารกิจหลักของเรา คือการทำให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตในตลาดประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า การมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าเพื่อดึงดูดลูกค้า และการช่วยผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการบริการจะเป็นสิ่งที่เสริมให้ธุรกิจแข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันในตลาดได้

 

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ เอสทีที จีดีซี ยังเป็นที่ไว้วางใจ และยอมรับจากบริษัทผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี และผู้ผลิตคอนเทนต์ชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยเรามีความตั้งใจที่จะนำเสนอบริการในระดับมาตรฐานเดียวกันเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลในไทย โดยเอสทีที จีดีซี ประเทศไทย ได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบดิจิทัล เพื่อรองรับจุดที่ธุรกิจเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล และธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าอย่างมหาศาลให้แก่ธุรกิจของลูกค้าทั้งใน และต่างประเทศด้วยบริการ ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล’ แห่งแรกในประเทศไทย นายศุภรัฒศ์ กล่าว

 

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแบบเป็นกลางแห่งนี้ มีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2564 โดยจะตั้งอยู่บนสุดยอดทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วยอาคารศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกล2 อาคารด้วยกัน โดยอาคารหลังแรกได้รับการออกแบบบนพื้นที่รวมเกือบ 30,000 ตารางเมตร และมีมูลค่าการลงทุนศูนย์ข้อมูลในโครงการเฟสแรกมากกว่า 7 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างเฟส 1 นี้ จะแล้วเสร็จในปี 2564

 

ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยอยู่ในจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเหตุการณ์ก็จะคล้ายกับการเริ่มต้นของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย กล่าวคือในช่วงแรกผู้ให้บริการที่สามารถบุกตลาดได้เร็วกว่า จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ให้บริการที่มีความสามารถในการขยาย และต่อยอดธุรกิจด้วยความรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยไม่มีขีดจำกัดจะเป็นผู้ที่สามารถพลิกสถานการณ์ มาสร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้อย่างมหาศาล และจะกลายเป็นผู้นำตลาดในที่สุด

 

นอกจากนี้ เอสทีที จีดีซี ยังเป็นบริษัทที่มีสเกลความสามารถในระดับโลก เราให้บริการลูกค้ารายใหญ่ๆ ทั้งในจีน อินเดีย สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร เรามุ่งหวังพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศไทยให้ได้รับประสบการณ์
อันมีมาตรฐานเช่นเดียวกับบริษัทชั้นนำทั่วโลก และนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม” นายศุภรัฒศ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: