Travel

“ผักเชียงดา “สุดยอดแห่งยอดผัก คุณค่าจากใบเฉาถึงกิโลละหมื่น

สุดยอดแห่งยอดผัก

คุณค่าจากใบเฉาถึงกิโลละหมื่น

เรื่อง–ภาพ ลานลม

เพราะคุณค่าอยู่ที่การมองเห็น เราจึงตีค่าหรือให้ราคากับสิ่งต่างๆ ไม่เทียมกัน แต่ขึ้นชื่อว่าสิ่งมีค่า แม้จะอยู่ที่ไหน ก็ยังเปล่งประกายความงามในตัวเอง เฉกเช่นอัญมณีเม็ดงามที่ตกอยู่ในตม ที่แม้จะแปดเปื้อนหลบเร้นอยู่ใต้ดินโคลน แต่หากผู้ใดสังเกตเห็นก็จะรู้ว่า ความอัปลักษณ์นั้นหาใช่เนื้อแท้ไม่

เหมือนวันที่เราเดินทางมายัง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้พบเจอหลายสิ่งสวยงาม บ้างก็เป็นเพียงภาพผ่านในกรอบสายตา เช่นต้นไม้ที่เลื้อยขึ้นอยู่บนริมรั้วดูเขียวชะอุ่มดีก็ เท่านั้น

และเราก็ไม่ใช่ผู้เดียวที่มองผ่านคุณค่าของก้านใบสีเขียวสดใสนี้ไป เพราะในอดีต ผักพื้นบ้านอย่างเชียงดา ก็เป็นแค่สมุนไพรพื้นๆ ที่ขึ้นรกอยู่ตามริมรั้ว อยากจะเด็ดกินเมื่อไหร่ก็เด็ดได้ จะกินสด หรือปรุงสุก ก็ง่ายดายเหลือเกิน

วันหนึ่งผักพื้นบ้านอย่างเชียงดาก็กลายเป็นผักนอกสายตา ถูกฟันถูกถางทิ้งจนแทบสิ้นซาก แต่ก็ยังมีคนที่พอจะรู้และมองเห็นคุณค่า พลิกฟื้นพันธุ์เชียงดาขึ้นมาปลูกอย่างจริงจัง พัฒนาผลิตภัณฑ์จนได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เป็นพื้นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีผลงานวิจัยรับรองถึงสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ ในนามของ “กลุ่มสันมหาพนสมุนไพรอินทรีย์”

คุณแม่ “มุทิตา สุวรรณคำซาว” เล่าให้ฟังว่า สมัยเด็กๆ เธอได้เห็นคนรุ่นปู่รุ่นย่าต้มผักเชียงดาดื่มหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำไร่ จึงมองเห็นว่าเป็นผักที่มีสรรพคุณทางยา จึงเพาะพันธุ์ผักเชียงดาที่ยังหลงเหลือในบ้านของตัวเอง แจกจ่ายให้กับชาวบ้านได้ปลูก

ตามข้อมูลเชิงวิชาการ ระบุว่า ราชินีผักพื้นบ้านของภาคเหนืออย่าง “ผักจินดา” หรือ “ผักเชียงดา” เป็นผักพื้นบ้านไทยที่มีสกุล (Genus) เดียวกับGymnema Sylvestre ที่พบมากในประเทศอินเดีย ซึ่งถูกใช้รักษาโรคเบาหวานมานานกว่า 2,000 ปี จนได้รับขนานนามว่าเป็นนักฆ่าน้ำตาล ด้วยเหตุนี้ผักเชียงดาพื้นบ้านของไทยในชื่อ Gymnema จึงมีงานวิจัยมากมายจากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ โดยสรรพคุณของผักเชียงดานั้นไม่ได้มีแค่ปรับระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังช่วยปรับความดันโลหิต ลดอาการแพ้ ลดอาการไข้ และอื่นๆ อีกด้วย

จากผักพื้นบ้านธรรมดา เมื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชาชงดื่มแบบต่างๆ พร้อมผลงานการวิจัยรองรับ ทำให้ผักเชียงดากลายเป็นที่ต้องการของตลาด จนเกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ปลูกและผลิตส่งขายทั้งในและต่างประเทศ มีการพัฒนาสายพันธุ์จากไม้เลื้อยริมรั้ว มาเป็นพันธุ์พุ่มปลูกในไร่ สะดวกกับการปลูกการเก็บและลดรสชาติขมลงไปได้มาก

ผักเชียงดาเป็นไม้ทนแล้ง ดูเผินๆ ตามประสาคนไม่รู้ประสาสีประสา ก็เหมาไปว่านี่คือไร่ชา ชาวบ้านจะเก็บผักเชียงดากันตั้งแต่เช้าตรู่ ราวตี 5 ไปจนถึง 9 โมงเช้า เพราะเป็นช่วงที่ได้สรรพคุณยาดีที่สุด วิธีการเก็บจะคัดเลือกยอดอ่อนสุด ยอดรองลงมา และใบในชั้นที่ 3 เพื่อนำมาแปรรูปเป็นชาพร้อมดื่ม

กองทัพเก็บยอดเดินนำหน้า ตามมาด้วยทัพเก็บใบแก่ ซึ่งจะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่นหมอนใบชา ผ้าปิดตา ฯลฯ ใบเสียๆ เน่าๆ ดูไม่สวยงามก็นำไปทำน้ำหมักชีวภาพมาบำรุงต้นต่อไป

การสนับสนุนการปลูกและแปรรูปผักเชียงดาเริ่มต้นมาตั้งปี 2537 ก่อนหน้านั้น ผักเชียงดามีราคากิโลละ 5 บาท หรือแทบจะไม่มีใครสนใจ แต่หลังจากการนำมาแปรรูปจำหน่าย พร้อมยืนยันด้วยผลวิจัยทางวิชาการแล้ว ผักเชียงดาก็เพิ่มมูลค่าเป็นเป็นพันบาทต่อกิโล

ไปจนถึงกิโลเป็นหมื่น สำหรับยอดผักเชียงดาในช่วงหน้าหนาวที่ปกคลุมด้วยน้ำค้าง และต้องเป็นยอดอ่อนที่เก็บตอนรุ่งสางเท่านั้น โดยยอดชาในช่วงนี้จะนำมาผลิต “ชายอดผักเชียงดา” ที่มีสรรพคุณและรสชาติเข้มข้น เป็นที่ต้องการของตลาด

หลังจากเดินชมแล้วก็ถึงเวลาชิม รสชาติของชาผักเชียงดา ไม่มีคำว่าผักในอคติเข้ามาเกี่ยวข้อง ดื่มง่าย หอมเป็นเอกลักษณ์ ไม่แปลกใจที่จะได้รับความนิยมและเป็นที่แพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ใครอยากรู้จักผักเชียงดากับแบบลึกๆ ก็เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gathong.com

ได้ยินมาว่า ผักเชียงดาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะใบสดๆ ของมันก็นำมาปรุงอาหารได้ ลวกจิ้มน้ำพริกก็ได้ จะรอช้าอยู่ใย ต้องอ้อนวอนให้คุณแม่มุทิตาโชวืฝีมือซะแล้ว

จะบอกว่าของดีที่มีค่า คือของที่สวยหรูดูดีเสมอไปไม่ได้เสียแล้ว เพราะแค่ต้นผักเชียงดาต้นเดียว ยอดสวยๆ ก็ขายได้กิโลเป็นพันเป็นหมื่น ยอดรองๆ ก็นำมาแปรรูปขายได้เป็นหลักร้อย ส่วนที่ไม่สวยไม่งาม แก่เฉาเน่าแหว่ง ก็ยังมีคุณค่า นำไปทำน้ำหมักมาบำรุงผักเชียงดารุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปได้อีกด้วย



คุณค่าจึงอยู่ที่ว่าใครจะมองเห็น รูปลักษณ์จึงไม่ใช่ทุกอย่าง หากเกิดมาแล้วมีประโยชน์ต่อผู้อื่นได้บ้าง แม้จะถูกมองข้ามไปบางเวลา คุณค่าก็ไม่ได้เลือนหายไปไหนเลย

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: