BiznewsReal EstateUncategorized

ยักษ์ใหญ่ยังเซ! ผลประกอบการ ‘เอสซีจี เซรามิกส์’  ไตรมาส 4 รายได้และกำไรลดลง!!!   

 เอสซีจี เซรามิกส์ แถลงผลประกอบการไตรมาส 4 และผลประกอบการปี 2562 ผลประกอบการ เอสซีจี เซรามิกส์  ไตรมาส 4 รายได้และกำไรลดลง  ขณะที่ภาพรวมปี 2562 กำไรเพิ่มขึ้น 158 ล้านบาท  เร่งแผนงานเสริมความแข็งแกร่งช่องทางขาย จับมือพันธมิตรรุกขยายสาขา “คลังเซรามิค แฟมิลี” โมเดลใหม่ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด 


 นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์ “คอตโต้” (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และ คัมพานา (CAMPANA)   เปิดเผยว่า   งบการเงินรวมก่อนสอบทาน ของ COTTO ในไตรมาสที่ 4 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 2,545 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน โดยมีผลขาดทุน 70 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 207 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง ร้อยละ 180 จากไตรมาสก่อน  เนื่องจากสถานการณ์ตลาดที่ชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำในส่วนของแผนการออกจากงานด้วยความเห็นชอบร่วมกันเป็นเงิน 85 ล้านบาท

 

สำหรับผลประกอบการปี 2562  บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 11,074  ล้านบาท ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 4  โดยมีกำไรสุทธิรวม 168  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 158 ล้านบาท  โดยมีปัจจัยสำคัญจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงตามราคา ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงความสามารถในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ประกอบกับสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร การขายและการตลาดได้ตามเป้าหมาย และมีกำไรจากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมหนองแคเพิ่มขึ้น มากกว่าปีก่อน

ในปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้จากการส่งออก 1,946 ล้านบาท และรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน 1,370 ล้านบาท โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 2562  มีรายได้จากการส่งออก 466 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีปริมาณขายในภูมิภาคอาเซียนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17 ของปริมาณขายรวม ลดลงร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

 

ในส่วนของยอดขายตลาดต่างประเทศลดลงจากปีก่อนร้อยละ 23 ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบที่ยืดเยื้อของสงครามการค้า รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อยอดขาย กระเบื้องเซรามิกในทุกพื้นที่  โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก กัมพูชา ลาว และ พม่า

นอกจากนี้ เมื่อปี 2560 หลังจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) (SCC)ปรับโครงสร้างบริษัทย่อยของ SCC ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระเบื้องเซรามิกในประเทศไทย โดยควบบริษัทย่อยของเอสซีจีที่ถือผ่านบริษัท เซรามิคซิเมนต์ไทย จำกัด จำนวน 5 บริษัทเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย 1) บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด 2) บริษัทไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGCI 3) บริษัท เดอะ สยาม เซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด 4) บริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด และ 5) บริษัท เจมาโก จำกัด 

จากการควบรวมดังกล่าวทำให้ต้องมีการปรับลดจำนวนพนักงาน ซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าโครงการสมัครใจรวมกว่า 300 คน จากปัจจุบันเหลือพนักงานรวม 3,700 คน  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทขาดทุนเนื่องจากเงินจำนวนหนึ่งต้องนำไปใช้จ่ายให้กับพนักงานที่ลาออกไปตามกฏหมาย

 

ด้านสถานการณ์ตลาดเซรามิกในประเทศที่มีมูลค่าราว 3.5 หมื่นล้านบาท  ไตรมาสที่ผ่านมา ไม่มีการเติบโตและติดลบเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยลบอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว  ประกอบกับความกังวลใจเรื่องภัยแล้ง ส่วนสถยานการณ์ในปีนี้ยังคากต่อการคาดการณ์แต่หวังว่าบริษัทจะยังคงมีการเติบโตมากกว่าตลาดที่ 3-5%

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของปี 2562 จากการที่รัฐบาลเร่งดำเนินโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economy Corridor หรือ EEC) ตลอดจน มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นตลาด และการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังเกิดภาวะน้ำท่วม ทำให้ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายกระเบื้องเซรามิกในประเทศใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายนำพล กล่าวเสริมว่า จากมาตรการของภาครัฐที่มุ่งเน้นช่วยผู้ประกอบการในภาคอสังหาริมทรัพย์ และสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อาทิ การลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ 0.01%  มาตรการ สินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาทของธนาคารอาคารสงเคราะห์สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท การคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 2.5% ใน 3 ปีแรก และการผ่อนปรนมาตรการ Loan to Value (LTV) ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมวัสดุ ก่อสร้าง  เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้สินค้ากระเบื้องเซรามิก บริษัทฯ จึงได้เร่งขยายสาขา “คลังเซรามิค” ร้านค้าปลีกจำหน่ายกระเบื้องเซรามิกสำหรับตลาดระดับกลางลงมา ให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับ ความต้องการของลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าผ่านช่องทางนี้

 

ล่าสุด เพื่อให้การขยายสาขาเป็นได้อย่างรวดเร็วตามแผนงานที่ตั้งเป้าหมายจะขยายสาขาให้ได้ถึง 100 สาขา ภายในปี 2023 จึงได้พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ “คลังเซรามิค แฟมิลี” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายที่มีศักยภาพ เปิดสาขา “คลังเซรามิค” ร่วมกัน  เนื่องจากทั้งสองฝ่าย คือ บริษัทฯ และผู้แทนจำหน่ายต่างมีจุดแข็ง คือ บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตสินค้าที่ครอบคลุมตลาดทุกระดับ ในขณะที่ผู้แทนจำหน่ายมีฐานลูกค้าและความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในพื้นที่และมีทำเลที่ตั้ง ของร้านเหมาะสม เมื่อผนึกกำลังกันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าเพราะ “คลังเซรามิค” จะอยู่ในพื้นที่เดียวกับร้านผู้แทนจำหน่ายซึ่งเป็นทำเลที่ลูกค้าคุ้นเคยดีอยู่แล้ว สามารถเข้ามาใช้บริการได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา “คลังเซรามิค” ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกกระเบื้องเซรามิกสำหรับตลาดระดับกลางลงมา มียอดขายและการเติบโตเป็นที่น่าพอใจมาก โดยมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  บริษัทฯ  จึงต้องการที่จะเร่งขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายให้เร็วขึ้น โดยมองว่ามีโอกาสที่ดี เนื่องจากมีพันธมิตรอยู่ในทุกพื้นที่คือ ร้านผู้แทนจำหน่ายที่มีศักยภาพสูง มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการขายสินค้าเซรามิกมายาวนาน ที่สำคัญ เป็นที่รู้จักของลูกค้าในพื้นที่จึงได้มีการพูดคุยนำเสนอแผนธุรกิจและตกลงร่วมมือกันเปิดสาขา “คลังเซรามิค แฟมิลี” ในพื้นที่ของร้านผู้แทนจำหน่าย เพื่อเป็นการเร่งขยายเพิ่มจำนวนสาขาให้เร็วขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงเราได้สะดวกที่สุด

ล่าสุดได้ร่วมมือกับผู้แทนจำหน่าย  คือ บริษัท ไถ่เชียงระนอง จำกัด  เปิดคลังเซรามิค แฟมิลี สาขาแรกที่จังหวัดระนอง และอยู่ระหว่างการดำเนินการกับ บริษัท ชลบุรีอึ้งย่งล้ง จำกัด  และ บริษัทนาบอน วัสดุภัณฑ์ จำกัด เพื่อเปิดสาขา “คลังเซรามิค” ภายใต้โมเดลธุรกิจนี้

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: