Columnist

“ปู่เย็น” ความธรรมดา…..ที่ยิ่งใหญ่

เกือบ 16 ปีที่แล้ว คนทั้งประเทศไทยได้รู้จัก นายเย็น แก้วมะณี หรือ “ปู่เย็น” เป็นครั้งแรกผ่านหน้าจอโทรทัศน์ในรายการสารคดี “คนค้นคน” ที่ใช้ชื่อตอนว่า “ปู่เย็น เฒ่าทระนง” ออกอากาศคืนวันอังคารที่ 22 ก.พ. 2548 ซึ่งไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตเพียงลำพังอยู่กลางแม่น้ำเพชรบุรีเท่านั้นที่ทำให้ปู่เย็นมีความน่าสนใจ

มากกว่านั้นคือหัวใจของปู่เย็นยังแฝงอะไรบางอย่างที่ทำให้เรื่องราวของชายชราอายุ 105 ปี ตัวเล็กๆคนนี้ สามารถนำมาถ่ายทอดเพิ่มได้อีก 2 ตอน จนได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างล้นหลาม และมีกระแสเรียกร้องไปยังบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ให้นำเทปรายการมารีรันออกอากาศอีกครั้ง

ตั้งแต่นั้นมา ภาพรอยยิ้มของปู่เย็นก็เข้าไปตราตรึงในความรู้สึกของผู้ที่พบเห็นจนยากจะลืม

 

ปู่เย็นแต่งงานกับ ย่าเอิบ มีครอบครัวอยู่กินกันมานาน ประกอบอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัว เช่าบ้านหลังเล็กๆ เดือนละ 800 บาท อาศัยในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กระทั่งวันที่คู่ชีวิตของปู่เย็นจากไปด้วยวัย 94 ปี ปู่เย็นเศร้าเสียใจอย่างที่สุดร้องไห้นาน 3 เดือน ก่อนตัดสินใจเก็บข้าวของเครื่องใช้ติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น มาใช้ชีวิตอยู่บนเรือ ดักอวนหาปลาถ้าเหลือจากการกินก็ขายให้กับคนที่อยากอุดหนุนแบบถูก ๆ โดยไม่เคยใช้ตาชั่งเป็นเครื่องกำหนดราคา

ทุกวันปู่เย็นจะจอดเรือใต้สะพานลำใย เชื่อมระหว่างบ้านหม้อกับตลาดวัดท่อ พอช่วงเย็นก็พายเรือออกไปหาที่วางอวน แล้วจะกลับมากู้อวนคืนละ 2 ครั้ง คือตอนดึกกับใกล้รุ่ง ได้ปลามาก็เอาใส่กะละมังขึ้นมาขายที่ตลาดวัดท่อในตอนเช้า จากนั้นก็จะกลับลงไปพักผ่อนขลุกอยู่ในเรือ ซ่อมอวนบ้างตามประสา

ด้วยอายุที่อยู่มาเกิน 1 ศตวรรษ ใช้ชีวิตลำพังในเรือ ทำให้คนที่ได้พบเจอรู้สึกสงสารปู่เย็น ซึ่งแกบอกว่า ไม่ชอบให้ใครสงสาร แต่ปู่ชอบสงสารคนอื่น ปลาที่จับได้แล้วนำมาขายก็เป็นปลาที่หาได้ยากมาก แต่ปู่ก็ขายในราคาถูก ๆ มีบางคนที่เคยมาซื้อ พอเห็นว่าขายถูกก็ยิ่งต่อราคาให้ถูกลงไปอีก …ปู่ก็ไม่ว่าอะไร

นานๆสักที ถึงจะได้เจอคนจิตใจดีที่ซื้อปลาแค่ไม่กี่ตัวแต่ให้เงินเกินมาแล้วไม่เอาตังค์ทอน …ปู่ก็ไม่ว่าอะไร

แต่ถ้าใครให้ปู่ฟรี ๆ มีปัญหาทันที

“ไม่เอาไม่ชอบที่สุด ดูแต่หอยซิ ไม่มีมือมีตีนมันยังหากินได้เอง (รู้จักมั้ยหอยน่ะ…ปู่ย้ำ) ประสาอะไรกับคนมีมือมีเท้า หากินเองไม่ได้ก็อายหอย” คำพูดซื่อๆ ตรงไปตรงมาของปู่เย็น ที่กลายเป็นอมตะวลี

 

ชื่อเสียงของปู่เย็นโด่งดังอย่างรวดเร็ว คนทั้งประเทศไม่มีใครไม่รู้จักปู่เย็น และกลายเป็นสัญลักษณ์ของแม่น้ำเพชรบุรีไปโดยไม่รู้ตัว ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณทำให้ปู่เย็นได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเรือลำใหม่ซึ่งทำด้วยไฟเบอร์กลาส เพื่อใช้แทนเรือเหล็กลำเดิมที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม วันที่ 23 มี.ค. 2548

หรือเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นหลังจากวันแรกที่เรื่องราวของปู่เย็นออกอากาศทางรายการคนค้นคน และปู่เย็นได้ใช้เรือลำนี้มาตลอด จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2551 ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ในวัย 108 ปี

16 ปีที่แล้ว โลกยังไม่รู้จักโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยังไม่เป็นที่นิยมเหมือนทุกวันนี้ มีคนที่ได้ดูโทรทัศน์ ดูข่าวจากหนังสือพิมพ์ แวะเวียนไปเยี่ยมเยียน พูดคุย รวมทั้งอุดหนุนซื้อปลาที่ปู่จับมาขายอยู่เรื่อยๆ ชื่อเสียงความโด่งดังไม่เคยเกาะกินปู่เย็นได้เลย ปู่ก็ยังคงใช้ชีวิตเดิมๆเหมือนอย่างทุกวัน

19 ก.ย. 2551 ปู่เย็นตกเป็นข่าวปรากฏบนสื่ออีกครั้ง หลังชาวบ้านพบเรือของปู่เย็นจมในแม่น้ำเพชรบุรีจากพายุฝน มีเพียงหลังคาโผล่ขึ้นมาและเห็นปู่เย็นลอยคออยู่ในน้ำพยายามกวักมือร้องเรียกให้ช่วย ชาวบ้านรีบลงไปนำปู่เย็นขึ้นมาจากน้ำในสภาพที่เปียกโชกและหนาวสั่น แม้จะขอให้ปู่เย็นขึ้นรถโรงพยาบาลไปรักษาก่อนแต่ปู่เย็นไม่ยอมไป พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งตรงบันไดขั้นสุดท้ายของสะพานใกล้กับจุดที่เกิดเหตุดูการกู้เรือด้วยความกังวล และเมื่อสามารถกู้เรือมาไว้ที่ริมฝั่งได้แล้ว บุรุษพยาบาลจึงได้เข้าไปอุ้มปู่เย็นขึ้นรถนำตัวส่งตรวจอาการ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว คาดว่าไฟเบอร์อาจเป็นรูจนทำให้เรือล่ม ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานหน่วยงานในจังหวัดก็ส่งมอบเรือที่ซ่อมแซมแล้วกลับคืนให้ปู่เย็น

เรื่องราวเหล่านี้แม้จะถูกเล่าขาน ถูกเขียนบันทึกซ้ำๆหลายครั้งมาโดยตลอด แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่เหนื่อยล้า ท้อแท้ ได้อยู่เสมอ

ความนิยมในตัวปู่เย็น ไม่จำเป็นต้องมีแฟนคลับ ไม่ต้องใช้กองเชียร์ ไม่เคยอาศัยสื่อมวลชนหรือสื่อสังคมออนไลน์เลี้ยงกระแส ไม่สนใจยูทูปเบอร์ในการสร้างภาพ ไม่เคยเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาให้กับสินค้าใดๆทั้งสิ้น

ความโด่งดังของปู่เย็นมาจากตัวตนที่เรียบง่าย จากทัศนคติมองโลกในแง่ดี คำสอนที่กลั่นจากการใช้ชีวิตผ่านร้อนหนาวมาเกินกว่า 100 ปีส่งผ่านออกมาทางหัวใจอย่างตรงไปตรงมาแต่อ่อนโยน

ปู่เย็นมีความสุขกับการพึ่งพาความสามารถของตัวเองตามกำลัง เพราะไม่ต้องการเป็นภาระกับใคร ไม่ชอบให้ใครสงสาร แต่มีรอยยิ้มมอบให้กับคนที่แกรู้จักอยู่เสมอ นั่นคือตัวตนที่ทำให้มีคนขนานนามปู่เย็นว่า “เฒ่าทระนง”

16 ปีที่โลกค่อยๆหมุนมาถึงปัจจุบัน ปู่เย็นจากไปแล้ว 13 ปี สังคมไทยก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นมาในแต่ละวัน เราอาจหลงลืมคำพูดของปู่เย็นไปบ้าง แต่เมื่อไหร่ที่นึกถึง ภาพรอยยิ้มของปู่เย็นก็จะปรากฏชัดขึ้นมาในความทรงจำทันที

สังคมยังคงต้องการคนอย่าง “ปู่เย็น” ไว้คอยดึงสติให้กลับมาอยู่กับสิ่งที่มี ดึงจิตใจที่ผลิตความต้องการออกมาตลอดเวลาให้หยุดนิ่งเพื่ออยู่กับสิ่งที่มีอย่างมีความสุข …หรือไม่

สังคมต้องการคนที่มีชื่อเสียงในลักษณะไหน ปฏิบัติตัวและแสดงออกอย่างไร

ถ้าคนไทยยังคิดถึงปู่เย็น คำถามสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยกลับมาเป็นอย่างที่ควรจะเป็นคือ การที่ลุงพลมีตัวตนทุกวันนี้เป็นความผิดพลาดของใคร

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: