BiznewsColumnist

ปลุกโซเชียลแบน “ปั้นจั่น” บทเรียนคนบันเทิงกับการเมือง

ปลุกโซเชียลแบน “ปั้นจั่น”

บทเรียนคนบันเทิงกับการเมือง

โดย..ธนก บังผล

              เห็นสภาพบ้านเมืองเราตอนนี้เงียบๆไม่ค่อยมีประเด็นอะไรให้พูดถึงในระดับทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ แต่ถ้าใครเป็นนักท่องโซเชียลจะรู้ว่าจริงๆแล้วกระแส “การเมือง” โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ เรียกได้ว่าแตกแยกกันอย่างรุนแรง แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ระหว่าง “ควายแดง” กับ “สลิ่ม” หรือถ้าจะยกระดับความขัดแย้งให้ดูเป็นการเมืองขึ้นมาหน่อยก็คือ “เผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตย”

              ฝ่ายเผด็จการที่เขาเหมารวมกันอยู่ก็คือคนที่เคยสนับสนุน ม็อบ กปปส. นั่นละครับ ในอดีตใครเป่านกหวีดวันนี้คือฝ่ายเผด็จการทั้งสิ้น และยังรวมถึงคนที่เทใจเอียงไปทางรัฐบาลลุงตู่ 500 คือใครเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือเผด็จการ

              ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยที่กล่าวอ้างกันก็ต้องฝ่ายเสื้อแดง ฝ่ายทักษิณ รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

              ซึ่งคอการเมืองในทวิตเตอร์เขาแบ่งข้างกันอย่างชัดเจนมานานแล้ว และดุเดือดไม่มีทีท่าว่าใครจะยอมอ่อนข้อให้ใคร ต่างฝ่ายต่างก็หยิบเอาจุดอ่อนของแต่ละฝ่ายมาขยี้กันทุกวัน สรรหาประเด็นมาแซะกันจนผมคิดว่าถ้าไม่ใช้ทวิตเตอร์ก็อาจมีการทำร้ายร่างกายกันได้ง่ายๆ

              ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยมันฝังรากลึกลงไปในทุกวงการ ยากที่หาจุดรอมชอมให้ทั้ง 2 ฝั่งหันหน้าเข้าหากัน จนกระทั่ง “ปั้นจั่น” ปรมะ อิ่มอโนทัย นักแสดงคนหนึ่งได้โพสต์เฟซบุ๊กแบบที่เห็นได้เฉพาะคนที่เป็นเพื่อนเท่านั้น

               ข้อความที่โพสต์ก็ประมาณ ปกป้องเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช. ว่าอย่าบ่นมาก ทำมาหากิน มีเยอะก็ช่วยคนอื่น ทำบุญเยอะๆ ไม่ใช่แ_กแต่เหล้าปาร์ตี้มันทุกคืน

              ซึ่งแน่นอนว่าข้อความอารมณ์ “สลิ่ม” นี้ทำให้ฝ่าย “เสื้อแดง” ซึ่งปัจจุบันได้กลายร่างเป็นเจ้าของประชาธิปไตยแล้ว ออกมาตอบโต้ และอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญด้วยเช่นกันที่ปั้นจั่นโพสต์ก่อนที่ภาพยนตร์ “รัก ปี ยินดีคืนเงิน” ที่ปั้นจั่นแสดงกำลังจะได้คิวออกฉาย จนกลายมาเป็นกระแสให้ชาวโซเชียลต่างพร้อมใจพากัน “แบน” ไม่ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยสาเหตุที่ว่า ข้อความที่ปั้นจั่นโพสต์นั้นเป็นการ “ดูถูกประชาชน”

              และถือว่าได้ผลเป็นอย่างดีด้วยนะครับ หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายปรากฏว่าสัปดาห์แรกบางโรงไม่มีคนเข้าไปดูเลย จนทำให้รายได้ทั่วทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 7 แสนบาท

              กรณีนี้ผมคิดว่าเป็นกรณีที่น่าสนใจนะครับ เนื่องจากการโพสต์ให้ความเห็นทางการเมืองของนักแสดง ศิลปิน ดารา หรือคนมีชื่อเสียงส่วนใหญ่นั้น เมื่อโพสต์แล้วอย่างมากก็อาจถูกแบ่งประเภทให้ไปอยู่ฟากใดฝั่งหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น

              แต่กรณีของปั้นจั่น เมื่อมีคำว่า “อย่าบ่นมาก ทำมาหากิน ไม่ใช่…บลาๆๆๆๆๆๆๆ” ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการดูถูกประชาชน และยังปกป้องการสืบทอดอำนาจของ คสช. ด้วยอีกกระทงหนึ่ง ความไม่พอใจจากนักท่องโซเชียลมืออาชีพจึงระดมกันเล่นงานประกาศไม่สนับสนุนผลงานนักแสดงคนนี้

              ไม่ใช่แค่เรื่องรัก ปีเท่านั้นนะครับ ดีไม่ดีผมคิดว่าปั้นจั่นอาจจะหมดอนาคตในการเล่นภาพยนตร์ไปเลยก็ได้ ใครจะกล้าจ้างหรือสร้างหนังให้ปั้นจั่นเล่นกันละครับ

              ที่น่าสนใจคือ อีกฝ่ายหนึ่งที่มีความเห็นแตกต่างอย่าง “สลิ่ม” เองก็วางเฉยในกรณีนี้มากๆ คือพยายามไม่ออกมาปกป้อง มีน้อยคนที่ออกมาแล้วก็โดนสวนกลับจนถูกนำไปรีทวีตด้วยข้อความ “บูลลี่” เละไม่มีชิ้นดี

              นั่นแสดงว่ามีข้อความบางคำของปั้นจั่นที่สะกิดให้คนทั้ง ฝ่าย “ไม่เห็นด้วย” ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องการ “แสดงความคิดเห็น” หรือการเคารพความคิดเห็นทางการเมืองของคนอื่นๆ นั่นเอง

              อีกประเด็นที่คนทำหนังและนักแสดงพึงระลึกไว้คือ ไทม์ไลน์ก่อนที่ภาพยนตร์จะเข้าฉายนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมาก ประเด็นปั้นจั่นผมเชื่อว่าเลือกผิดฝั่ง คือ คิดว่าถ้าโพสต์ไปอย่างนี้แล้วจะถูกใจเหล่าบรรดาแม่ยกที่เชียร์รัฐบาล หรือไม่ก็จุดกระแสการเมืองเพื่อให้คนสนใจเข้าไปชมภาพยนตร์เพิ่มมากขึ้น

              อาจจะประสงค์ดี แต่ผิดเวทีครับ เพราะมหาชนโซเชียลทุกวันนี้สามารถสร้างแฮชแท็กให้เป็นกระแสติดลมบนได้เพียงข้ามคืนแล้วก็หายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

              ปั้นจั่นคงได้ข้อมูลความนิยมของรัฐบาลมาไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน จนนำมาสู่การประเมินผิดที่เลือกเชียร์ คสช. ผลสุดท้ายคือแทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการโปรโมทหนังกลับกลายเป็นทำลายอีกหลายชีวิตที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

              เห็นว่ารายได้สัปดาห์ล่าสุดภาพยนตร์ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน อยู่ที่ 7.2 ล้านบาท ขยับพ้นขีดอันตรายมาได้หน่อยแล้ว หมายความว่ารายได้ไม่ตกอยู่หลักแสนติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ ผมว่าแค่นี้คนทำหนัง ทั้งผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และนักแสดงคนอื่นๆ ก็เบาใจได้เยอะ

              ก็อย่างที่บอกละครับว่ากระแสโซเชียลมาแรง แต่ก็เร็วเช่นกัน เพราะมีประเด็นให้สนใจในแต่ละวันไม่ซ้ำกัน จนบางทีอาจจะลืมๆไปแล้วว่าเคยแบนหนังเรื่องนี้

              ส่วนคนที่อยากจะดูหนังเรื่องนี้ตอนเข้าฉายวันแรกๆก็ไม่กล้าเข้าโรงกันหรอกครับ กลัวว่าจะถูกดักตีหัวหาว่าเป็นพวกสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. ทั้งๆที่พล็อตหนังเรื่องนี้มีที่มาที่ไปที่ดีมากๆนะครับแต่กลับไม่มีใครอยากพูดถึง

              นอกเหนือจากความขัดแย้งทางการเมืองในโซเชียลมีเดียแล้ว ประเด็นที่สำคัญที่นักแสดงยุคนี้ต้องระวังไว้คือการโพสต์เรื่องการเมือง

              ดูตัวอย่างปั้นจั่นนะครับ จะกลับมาอย่างไรผมยังมองไม่เห็นทางเลย

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: