Biznews

เปิดมุมมอง“บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” พา “เครือสหพัฒน์” ฝ่าวิกฤต COVID-19

เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ต้องยอมรับว่าทรงอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในไทยเป็นอย่างมาก สำหรับ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ในฐานะ ประธานเครือสหพัฒน์ ผู้ที่สายเลือดนักสู้ทางธุรกิจแดนมังกรต่อจาก นายห้างเทียม โชควัฒนา ผู้เป็นพ่อที่ได้ถ่ายทอดกลยุทธ์แนวคิดถึงทายาททั้ง 8 ของตระกูล โดยเฉพาะ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา หรือบุ้นเซี้ยง บุตรชายคนที่ 3 ผู้สวมหัวใจสิงห์ต่อยอดธุรกิจกงสีของครอบครัวสู่หลากหลายกลุ่มธุรกิจในเครือกว่า 200 บริษัท  สินค้าหลากหลายกว่า 30,000 ชนิด 1,000 แบรนด์ รวมรายได้แต่ละปีไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา วันนี้ ในวัยที่ล่วงเลยกว่า 80  ปีแต่ยังคงแข็งแรงและอยู่เบื้องหลังคอยบัญชาการอาณาจักรแห่งนี้ ภายใค้คติ “การทำงานของฉันคือการพักผ่อน และการพักผ่อนคือทำงาน ถ้าไม่มีงานทำก็จะรู้สึกอึดอัด ไม่รู้จะไปไหน”

“เครือสหพัฒน์” อยู่่คู่กับสังคมไทยมายาวนานกว่า 77 ปี ผ่านมาแล้วหลากหลายเหตุการณ์ เจอวิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วนและแต่ละครั้งก็จะผ่านมันไปด้วยดี แต่สำหรับเหตุการณ์ “COVID-19” ในครั้งนี้ เจ้าสัวสหพัฒน์ถึงกับยอมรับว่า เป็นวิกฤตที่ร้ายแรงกว่าทุกครั้ง เนื่องจากสร้างความเสียหายทุกภาคส่วน และทุกประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งเครือสหพัฒน์ ที่คาดการณ์ว่ารายได้โดยรวมปีนี้จะลดลงกว่า 10% จากปีที่แล้วที่มี รายได้ทั้งเครือกว่า 300,000 ล้านบาท  โดยผลกำไรน่าจะลดลง 20%

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานยังคงมีมุมมองในด้านบวกท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าวและถือเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ  หลังจากนี้

เจ้าสัวสหพัฒน์ มองว่า แม้ COVID-19 จะสร้างความเสียหาย แต่ก็มีโอกาส นั่นคือ เศรษฐกิจทุกประเทศเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “Set Zero” ทุกประเทศจะเหมือนกัน

ดังนั้น ด้วยศักยภาพของประเทศไทยที่มีจุดแข็งทางด้านอาหารก็จะเป็นการโอกาสที่ดีในการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ


เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ บอกว่าเศรษฐกิจไทย จะฟื้นตัวได้เร็ว หรือช้านั้น มีหลายตัวแปร หนึ่งในนั้นคือ “ค่าเงินบาท”

ถ้าค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยอาจะใช้เวลา 3 ปีในการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจ แต่ถ้าค่าเงินบาทอยู่ที่ 35 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 1 ปีเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว

ตลอดระยะเวลากว่า 77 ปี “เครือสหพัฒน์” ผ่านวิกฤตมาแล้วมากมาย บทเรียนที่จำจนตายและจะไม่นำกลับมาใช้อีกคือ การกู้เงิน ต้องพยายามยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ทำทุกอย่างให้อยู่ในความสามารถของตัวเองจะไม่มีการกู้เงินมาลงทุนเด็ดขาด

 

 

อย่างไรก็ตามถึงแม้ COVID-19 จะทำให้รายได้ และกำไรของทั้งเครือสหพัฒน์ลดลง แต่ เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีลดพนักงาน  เนื่องจากนโยบายของกลุ่มบริษัท คือ คนดี – สินค้าดี – สังคมดี ซึ่งการเลิกจ้างพนักงาน ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

เจ้าสัวสหพัฒน์ ยังสะท้อนไปถึงการทำงานของรัฐบาลด้วยว่า การเมืองถือเป็นตัวแปรสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขอแนะนำอย่าเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ เพราะการทำงานมาถูกทางแล้ว และสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ การกระจายเงินไปให้ถึงกลุ่มรากหญ้าให้เร็วที่สุด ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพด้านไอที และระบบการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ให้แข็งแกร่งมากขึ้น

 

 

นอกจากนี้ โดยส่วนตัวเชื่อว่า จากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 และจะมีการต่อไปถึง 30 มิถุนายน 2563 จะทำให้ภาครัฐและเอกชนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น แต่ประชาชนก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

เจ้าสัวสหพัฒน์ ทิ้งท้ายว่า สมัยก่อนบริษัทใหญ่ๆ  จะอยู่รอดเสมอ แต่สมัยนี้ ความอยู่รอดขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดอีกต่อไป แต่อยู่ที่การเป็นบริษัทที่มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว และรวดเร็ว

เปรียบได้กับปลาเร็ว กินปลาช้า ไม่ใช่ปลาใหญ่ กินปลาเล็กอีกต่อไปแล้ว

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: