Columnist

‘บีบไทยซื้อหมูเร่งเนื้อแดง-ปนเปื้อนสารพิษ’เหตุผลสหรัฐฯตัด GSP กว่า 2 หมื่นล้าน!

บีบไทยซื้อหมูเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนสารพิษ

เหตุผลสหรัฐฯ ตัด GSP กว่า 2 หมื่นล้านบาท

ธนก บังผล

              

ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ช่วงปลายเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว (2562) สหรัฐฯ ได้ทำการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ Generalized System of Preferences (GSP) จากการนำสินค้าเข้าสหรัฐฯ กับไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยต้นเรื่องมาจากเว็บไซต์วอชิงตันโพสต์ วันที่ 26 ต.ค.2019

‘White House restores trade benefits for Ukraine after more than two months of delay’

ทำเนียบขาวรื้อผลประโยชน์การค้าของยูเครนหลังล่าช้ามากว่า เดือน

จริงๆแล้วเนื้อหาส่วนใหญ่ในรายงานนี้ชี้ถึงที่มาที่ไปและการกระตุ้นให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ดำเนินตามแนวนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่คัดค้านการให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าใดๆ แก่รัฐบาลยูเครน ตามเอกสารที่นายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีทรัมป์ส่งถึงนายโรเบิร์ต อี. ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

“ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงกดดันให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จัดการกับการเปรียบทางการค้าที่ยูเครนมีอยู่กับสหรัฐฯ ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีมาตั้งแต่อดีต ทั้งที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ มองว่า ละเมิดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน”

มาถึงบรรทัดนี้ก็เหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับไทยเลยแม่ติดเดียว

นายจอห์น โบลตัน ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันได้กลายเป็น “อดีต” ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติไปแล้ว ได้ระบุถึง120 ประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ซึ่งมีสัดส่วนราวๆ ร้อยละ 1.5 ของมูลค่าการนำเข้าสหรัฐฯ ทั้งหมดที่ได้รับการยกเว้นภาษี ว่าอาจได้รับการพิจารณายกเลิกสิทธิพิเศษนี้

รวมถึงชะลอการให้สิทธิพิเศษนี้แก่ไทยที่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้ามูลค่าราว 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท โดยอ้างว่า “เพราะไทยล้มเหลวการปฏิบัติตามมาตรฐานนานาชาติด้านสิทธิแรงงาน” 

สั้นๆแค่นี้ ก็ทำให้กระทรวงพาณิชย์ ต้องรีบออกมาบอกว่า ทีมงานที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมเอกสารและข้อมูลประเด็นการชี้แจงสู่สาธารณะและกำหนดจะแถลงข่าว (ในวันจันทร์ที่ 28 ต.ค.2562) โดยจะชี้แจงถึงตัวเลขการส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบ และท่าทีของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งนี้จะมีผลในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ยืนยันว่า เป็นเรื่องที่ทางการไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ

             

ยังมีข้อมูลอีกว่า การลงนามยกเลิกคำสั่งให้การสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP แก่ประเทศไทยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง เนื่องจากสิทธิพิเศษนี้ เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ตามแต่สหรัฐฯ เห็นชอบ และที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักใช้ข้ออ้างด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การประกาศมาตราบังคับใช้ หรือ CL (compulsory licensing) ตามข้อตกลงในองค์กรการค้าโลก (WTO) ในกรณีลิขสิทธิ์ยา เมื่อราวปลายปี 2549 เป็นครั้งแรก        

“เรื่องสิทธิพิเศษทางภาษีของประเทศมหาอำนาจที่มอบให้ประเทศผู้ส่งออกนั้น เป็นสิทธิแล้วแต่ผู้ให้ และในกรณีที่สินค้าไทยมีคุณภาพมากพอ แข่งขันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิทธิประโยชน์นี้ ขณะเดียวกัน อาจมีบางธุรกิจ บางกิจการที่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ และจำเป็นต้องได้รับสิทธิดังกล่าว ทางการไทยก็ต้องดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น จากการนำเงินในกองทุนเอฟทีเอเข้าไปช่วยให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นรอดและอยู่ได้ เป็นต้น” ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นและว่า

 “นาทีนี้ คุณจะมาเอาแน่เอานอนกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ไม่ได้เลย เพราะเราไม่รู้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะทวีตอะไรตอนนั้น ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้ค้าขายได้คือการทำของให้มีคุณภาพแข่งขันได้ ตอบโจทย์ตลาดผู้ซื้อน่าจะเป็นหนทางรอดของผู้ประกอบการไทย”

GSP เป็นสิทธิที่บางประเทศให้กับประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าบางรายการเมื่อส่งไปขายยังประเทศผู้ให้สิทธิ อีกทั้งการให้GSP เป็นการให้แบบฝ่ายเดียว และประเทศที่ให้สิทธิจะให้แบบมีเงื่อนไข เช่น ต้องทำตามหลักเกณฑ์การค้าของประเทศผู้ให้สิทธิ

ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศเมื่อปี 2560 ระบุว่า สหรัฐฯ สูญเสียรายได้ภาษีจากการให้สิทธิจีเอสพีแก่ประเทศต่างๆ (ประมาณ 125 ประเทศทั่วโลก) ปีละกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 24,000 ล้านบาท

คำถามแรกคือ สหรัฐฯ เป็นพ่อพระผู้ยอมสูญเสียรายได้ปีละกว่า 800 ล้านดอลลาร์ ไปฟรีๆ อย่างนั้นหรือเปล่าครับ ?

ล่าสุด ทรัมป์ ฯ ประกาศเพิกถอน GSP ของไทยเพิ่มอีกมูลค่าราว 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.54 หมื่นล้านบาท) ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.นี้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าไทยยังไม่เปิดกว้างมากพอสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ

ตีเป็นตัวเลขกลมๆ เพิกถอนทั้ง 2รอบ เป็นเงินประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาท

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า รายการสินค้าที่ถูกระงับสิทธิพิเศษประกอบด้วยชิ้นส่วนรถยนต์ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าผลิตผลอบแห้งเครื่องมือ และเครื่องครัวอะลูมิเนียม

“ผมได้พิจารณาแล้วว่าไทยไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ มั่นใจว่าไทยจะให้สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดอย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผล”

ทรัมป์เขียนในจดหมายที่ส่งถึง แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำเนียบขาวได้ทำการเผยแพร่

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังไทยกับสหรัฐฯ ทำการเจรจากันมานานกว่า 2 ปี ประเด็นผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูของสหรัฐฯ ในการเข้าถึงตลาดในประเทศ รวมถึงปัญหาสิทธิแรงงานในไทยที่ยังไม่เพียงพอ

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปเริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.2561 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) มีกำหนดการเดินทางเยือนไทย เพื่อหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และติดตามความคืบหน้าในเรื่องการเปิดตลาดเนื้อหมู และเครื่องในจากสหรัฐฯ ที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนในการเลี้ยง ตามที่ได้หารือกันในการประชุมภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (ทิฟา) เมื่อเดือน เม.ย.2561 ซึ่งการประชุมในครั้งนั้น นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยเจรจากับสหรัฐฯ

 แม้ว่าไทยจะยืนยันหนักแน่นไม่ให้นำเข้าเพราะการเลี้ยงหมูสหรัฐฯสามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงได้อย่างเสรี ซึ่งขัดกับกฎหมายไทยที่ห้ามใช้สารดังกล่าวมาตั้งแต่พ.ศ.2525 และภาครัฐมีการเดินหน้าจับกุมผู้ลักลอบกระทำความผิดมาโดยตลอด ในเมื่อไทยห้ามคนในประเทศใช้ แล้วจะยอมให้สินค้านำเข้ามีสารตกค้าง

นับเป็นการเจรจาที่แปลกประหลาด ที่เข้าใจได้ยากว่าทำไมไทยจึงเข้าร่วมทุกครั้ง

“ผู้เลี้ยงสุกรมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง ที่อาจตกค้างในเนื้อสุกรและเครื่องในที่นำเข้าจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง โดยเฉพาะปริมาณการตกค้างสารพิษในเครื่องในสัตว์ ตับ ไต ที่ในทางการแพทย์ถือเป็นอวัยวะส่วนที่ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย จึงมีความเสี่ยงสูงว่าชิ้นส่วนเหล่านี้จะมีการตกค้างของสารพิษมากกว่าส่วนที่เป็นเนื้อแดง ชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นส่วนที่ชาวอเมริกันไม่นิยมบริโภค ถือเป็นส่วนที่สหรัฐไม่ต้องการและเป็นขยะที่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการขจัดทิ้ง ขณะที่คนไทยชอบรับประทานเครื่องในเหล่านี้” นายพิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี และอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ให้ความเห็น

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น โดยในปี 2559 การค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีมูลค่า 36,551 ล้านเหรียญสหรัฐฯ   

ย้อนไป 13 ต.ค. 2560 ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR ในการกดดันประเทศไทยและอีกหลายประเทศ ให้ต้องยอมรับซื้อเนื้อหมูและชิ้นส่วนหมูแปรรูป ได้ถูกเริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านการประชุม TIFA JC หรือ คณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ (Trade and Investment Framework Agreement Joint Council) ที่มีการประชุมปีละ 2 ครั้ง

สาเหตุที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องเดินหน้าบีบบังคับประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกให้ต้องยอมนำเข้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับหมูจากสหรัฐฯนั้น เพราะสหรัฐฯเป็นประเทศผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของโลก รองจากสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่เกษตรกรอเมริกันกลับขายผลผลิตของตนไม่ออก คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานหมู

ดังนั้น หนทางเดียวที่สหรัฐฯจะระบายเนื้อหมูที่ “ขายไม่ออก” จากภายในประเทศของตัวเอง ก็คือต้องใช้การกดดันบีบบังคับรัฐบาลของประเทศอื่นๆ ให้รับซื้อไว้แทน และหากประเทศใดไม่ตอบรับก็จะต้องเผชิญกับสารพัดมาตรการตอบโต้ทั้งด้านการค้าและด้านอื่นๆ

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชีย ต่างถูกรัฐบาลวอชิงตันกดดันอย่างหนักให้ต้องรับซื้อเนื้อหมูที่แปรรูปจากสุกรสายพันธุ์ซึ่งเกษตรกรอเมริกันนิยมเลี้ยง เช่น สายพันธุ์ Red Wattle, Poland China, Hereford, Guinea Hog, Duroc, Choctaw Hog, Chester White, American Yorkshire และสายพันธุ์ American Landrace

หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไปกดดันประเทศไทย และประเทศต่างๆ ให้ต้องรับซื้อเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องคือ บริษัท “สมิธฟีลด์ ฟูดส์ อิงค์” ที่ได้ชื่อว่า เป็นบริษัทผู้ผลิตและแปรรูปเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของโลก (world’s largest pork producer and processor) ซึ่งมีฐานอยู่ที่เมืองสมิธฟีลด์ ในมลรัฐเวอร์จิเนีย และมีฟาร์มหมูใน 26 มลรัฐทั่วประเทศ รวมถึงในเม็กซิโกและอีก 10 ประเทศในยุโรป

ข้อมูลระบุว่า บริษัท สมิธฟีลด์ ฟูดส์ อิงค์ ซึ่งก่อตั้งกิจการมาตั้งแต่ปี 1936 มีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 402,495 ล้านบาท) จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสุกรราว 27 ล้านตัวต่อปี

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันดีว่ามีการใช้สารเคมีหลายชนิดในอุตสาหกรรมเลี้ยงหมูของสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของสุกรในรูปแบบต่างๆ โดยที่ผ่านมา สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของสหรัฐฯ (EPA) เคยตรวจพบร่องรอยของสารพิษนานาชนิดในฟาร์มหมูทั่วสหรัฐฯ รวมถึงฟาร์มของบริษัท “สมิธฟีลด์ ฟูดส์ อิงค์” ไม่ว่าจะเป็น สารแอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไซยาไนด์ ฟอสฟอรัส สารจำพวกไนเตรทและสารโลหะหนัก รวมถึงการให้ “ยาปฏิชีวนะ” เกินขนาด ด้วยข้ออ้างในการรักษาอาการป่วยและติดเชื้อของสุกร

นอกจากการพบสารพิษปนเปื้อนในฟาร์มสุกรทั่วสหรัฐฯ ยังมีรายงานจากกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมหลายกลุ่มที่ยืนยันว่า ปริมาณของเสียซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ที่มีที่มาจากฟาร์มเลี้ยงหมูของบริษัท “สมิธฟีลด์ ฟูดส์ อิงค์” เพียงแห่งเดียวก็มีปริมาณสูงถึง 26 ล้านตันต่อปีแล้ว ซึ่งปริมาณของเสียที่เป็นพิษดังกล่าวมากพอที่จะนำไปถมใส่สนามกีฬาชื่อดังอย่าง “แยงกีส์ สเตเดียม” ในมหานครนิวยอร์กได้ถึง 4 สนามทีเดียว (สนามของทีมเบสบอล “นิวยอร์ก แยงกีส์” แห่งนี้สามารถจุผู้ชมได้ถึง 54,251 คน)

 

 

 

 

////////////////

ข้อมูลอ้างอิง

 

https://www.voicetv.co.th/read/NUutdRGnn

https://thestandard.co/donald-trump-prohibit-thai-export-tax-privileges/

https://www.swinethailand.com/16748153/%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-ustr-%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3-made-in-usa

 

/////////////////

https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/659281/

++++ข้อมูลข้างเคียง

ปัจจุบันคนทั่วไปส่วนใหญ่นิยมบริโภคหมูเนื้อแดง ไม่มีมัน เนื่องจากกลัวโรคอ้วน หรือกลัวสารคลอเรสเตอรอลที่มีผลร้ายต่อสุขภาพ จึงทำให้ฟาร์มสุกรต้องผลิตเนื้อหมูที่มีลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคคือ มีเนื้อแดงมาก และมีไขมันต่ำ สำหรับวิธีการที่ผู้ประกอบการใช้ คือ การใช้สารเร่งเนื้อแดง หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า สารซาลบูทามอล โดยสารตัวนี้จะเข้าไปลดช่องว่างของเซลให้ติดกันมากขึ้น และลดชั้นไขมัน เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ สุกรที่ได้รับสารนี้ก็จะมีลักษณะตามต้องการคือ มีการเจริญของกล้ามเนื้อดี และมีไขมันน้อย โดยปกติสารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติ ในการขยายหลอดลม และช่วยให้กล้ามเนื้อขยายตัว ในผู้ป่วยโรคหอบหืด แต่อาจมีผลข้างเคียงมาก ทำให้กล้ามเนื้อสั่น หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนและปวดศีรษะในแถบยุโรป โดยมีผู้ที่บริโภครับประทานตับของโคที่ขุนด้วยอาหาร และมีเคล็นบิวเทอโรลตกค้างอยู่ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีอาการที่สำคัญคือ อาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ และปวดศีรษะ จากกรณีดังกล่าวจึงได้มีการประกาศห้ามใช้สารในกลุ่มซาลบูทามอลและเคล็นบิวเทอโรลและตัวอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันในการเลี้ยงสัตว์โดยเด็ดขาด

 แนวทางสำหรับประชาชนผู้บริโภค ในการหลีกเลี่ยงอันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงที่สำคัญคือต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ เพื่อการบริโภค ควรเลือกซื้อเนื้อหมูที่มีสีชมพูอ่อนๆ เนื้อแน่น นุ่มเป็นมัน ไม่มีมีกลิ่นเหม็น การสังเกตเนื้อหมูที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง สามารถพิจารณาได้จาก ลักษณะสีของเนื้อ ที่จะมีสีแดงเข้ม และแห้งกว่าปกติ มีสัดส่วนที่เป็นมัน ประมาณร้อยละ 30 และมีเนื้อแดงประมาณร้อยละ 70 หากปล่อยทิ้งไว้ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ให้สัมผัสกับอากาศ มักจะมีสีเข้มกว่าเนื้อหมูที่เลี้ยง ตามปกติ และยิ่งเนื้อหมูที่วางไว้ในที่โล่งๆ แต่ไม่มีแมลงวันตอม แสดงว่าเนื้อหมูนั้นมีสารเร่งเนื้อแดงปนอยู่

และเมื่อซื้อเนื้อหมูหรือกระดูกหมูมาแล้วไม่แน่ใจว่ามีสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนอยู่หรือเปล่า ให้นำเนื้อหมูที่หั่นแล้วไปคลุกกับเกลือและแป้งมัน ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แป้งมันจะช่วยดูดสารพิษที่มีอยู่ในหมูออก และเกลือจะทำให้เนื้อหมูนิ่มขึ้น หากต้องการให้นิ่มและเค็มมากขึ้นก็ให้คลุกในปริมาณที่เพิ่มขึ้นและแช่ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงก็จะได้เนื้อหมูที่เค็มมากขึ้น ซึ่งทำให้แน่ใจว่าเนื้อหมูไม่มีสารเร่งเนื้อแดง และเนื้อหมูหรือกระดูกหมูจะนุ่มขึ้นด้วย

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: