Biznews

“บางชะนีโมเดล” ทางรอดชาวนาไทยวิธีรับมือพื้นที่รับน้ำและภัยแล้ง

เป็นที่ทราบกันดีว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีพื้นที่รับน้ำในฤดูกาลน้ำหลากมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของ ประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 7 ทุ่ง อำเภอบางบาลก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ทุ่งรับน้ำที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับ น้ำหลากที่มาท่วมทุ่งนาเกือบ 3 เดือน ในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน แม้ชาวบ้านจะปรับตัวและใช้ชีวิต อยู่ร่วมกับการเป็นพื้นที่รับน้ำมาเป็นเวลานาน แต่ในช่วง 40 ปีมานี้พวกเขาต้องทนทุกข์กับสภาวะน้ำท่วม ฝนแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ออกดอกออกผลอย่างที่ควรจะเป็น ผลกระทบนี้ทำให้ชาวบ้านในตำบลบางชะนี อำเภอบางบาล มีหนี้สินกันทุกครัวเรือน

ด้วยเป็นพื้นที่ราบลุ่มตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวนทั้งหมด 3,587 ไร่ มีครัวเรือน 526 ครอบครัว พื้นที่ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม ชาวบางชะนีเล่าว่าในอดีตนั้นตำบลแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมดี ธรรมชาติ อุดมสมบูรณ์ ทำนาปลูกข้าวปีละครั้ง แต่เมื่อมีการส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่ในพื้นที่ภาคกลางเมื่อราว 40 ปีก่อน ทำให้เกิดการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ เปลี่ยนจากการทำนาปีเป็นการทำนาปรัง กั้นน้ำไม่ให้เข้าทุ่งนา การปล่อยน้ำไม่เป็นระบบ เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำจะทำนา ทำให้ชาวบ้านจะต้องจ่ายค่าสูบน้ำเข้าที่นา ให้กับกรมชลประทาน แต่ปัญหาที่ตามมา คือ นาที่อยู่ต้นน้ำใช้น้ำอย่างเต็มที่ไม่เผื่อแผ่นาที่อยู่ปลายน้ำ ทำให้เกิด การแย่งชิงน้ำในการทำนาช่วงหน้าแล้ง ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2557-2558 เกิดภาวะภัยแล้ง รัฐบาลสั่งให้เว้น การทำนาในฤดูนาปรัง เกษตรกรจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ข้าวลูกผสมและใช้สารเคมีมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อ สภาพแวดล้อม ธรรมชาติ และสุขภาพของเกษตรกร อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าสูบน้ำ ค่าสารเคมี ทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้ กันจำนวนมาก

 

สถานการณ์ที่แย่ลงเรื่อย ๆ ของชาวบ้านตำบลบางชะนี ก่อให้เกิดโครงการ “บางชะนีโมเดล” จากร่วมมือกันระหว่างคนในพื้นที่และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผ่านการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบมาเป็นหนึ่งในผู้วิจัย หัวใจสำคัญคือ ปัญหาต้องมาจากชุมชน คนในชุมชนต้องร่วมเป็นทีมวิจัย และตั้งโจทย์วิจัยถึงปัญหาของตนเอง จนนำไปสู่การเก็บ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องของพื้นที่และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้นนำมาวิเคราะห์ สรุปผล พร้อมค้นหาความรู้ใหม่ เพิ่มเติมสู่กระบวนการจัดการปัญหาและปรับตัวอยู่รอด

 

วัตถุประสงค์ของ “บางชะนีโมเดล” คือ ต้องการให้เกษตรกรทำเกษตรด้วยความรู้มากขึ้น เกิดรายได้ หลุดจากภาวะหนี้สิ้น ช่วยให้ชุมชนมีกำลังต่อรอง ลดรายจ่ายที่ต้องจ่ายให้กับชลประทานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกปีละกว่า 17.9 ล้านบาท ทั้งยังปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวเคมีมาทำนาอินทรีย์ส่งออก พร้อมกับการจัดตั้ง กลุ่มใหม่ๆ เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชุมชน และที่สำคัญคือต้องการนำพาความรัก ความสามัคคีของคนใน ชุมชนกลับคืนมา

นางเรณู  กสิกุล หัวหน้าโครงการวิจัย ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่า “งานวิจัยนี้พยายามหาทางออกจากปัญหาซ้ำซากให้กับชาวนาที่ต้องเผชิญกันมา หลายสิบปี ที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้นแถมยังมีแต่ภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งหนี้ในระบบ หนี้นอกระบบ เป้าหมายสูงสุด คือต้องการให้เกิดวิธีคิดใหม่ของคนภายในชุมชนเอง เปลี่ยนแปลงการทำงานแบบใหม่ ทั้งในส่วนของชาวบ้าน ผู้เกี่ยวข้องในการทำงานกับชาวบ้าน ประกอบด้วย เทศบาล ชลประทาน เกษตรกร ทั้งหมดนี้ต้องทำงานร่วมกัน”

 

หลักการของโครงการนี้ที่จะช่วยให้ชาวบ้านบางชะนีมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คือ “4 ใหม่” ได้แก่ (1) คิดใหม่ ชุมชนที่เข้มแข็งจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนมีจิตสำนึกร่วม ช่วยกันดูแลแผ่นดินเกิดและที่ทำมาหากินของตัวเอง เช่น การจัดการน้ำในพื้นที่ ขุดลอกคูคลองแม่น้ำ จัดการแหล่งน้ำสาธารณะที่รกร้างให้เป็นที่รับน้ำ และกักเก็บน้ำ ไว้ใช้ในฤดูแล้ง (2) ความรู้ใหม่ ทีมวิจัยพยายามมอบองค์ความรู้ใหม่ให้กับเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและ ปลอดภัย เช่น การทำนาแบบอินทรีย์ ระบบการสีข้าว ขั้นตอนการทำนาแบบใหม่ ฟื้นฟูยุ้งฉางเพื่อเก็บข้าวไว้กิน ในฤดูน้ำหลาก ความรู้ทางเทคนิคด้านระบบน้ำ การวัดคำนวณปริมาณน้ำในรอบการทำนาทำการเกษตร เป็นต้น (3) วิธีการใหม่ จากที่ชาวบ้านต้องหาวิธีแก้ไขอยู่ฝ่ายเดียว ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมกัน บริหารจัดการระบบน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ รอบตำบลและพื้นที่เกษตรกรรมชาวบ้านจำนวน 1,600 ไร่ และจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ เพื่อกระจายบทบาทหน้าที่การทำงานของชุมชนร่วมกัน (4) ระบบใหม่ โดยวางระบบสำหรับชุมชนที่เป็นพื้นที่รับน้ำโดยใช้ชื่อว่า “บางชะนีโมเดล”

ระบบบางชะนีโมเดลประกอบด้วย 1. ความรู้ด้านการทำการเกษตรเพื่อการปรับตัวในสภาวะน้ำท่วม น้ำแล้ง ความรู้เรื่องน้ำนิเวศวิทยาของน้ำ 2. กลไกการจัดการระบบน้ำ การทำงานที่ประกอบด้วยเครือข่าย กลุ่มผู้ใช้น้ำ เป็นผู้วางแผนดูแลระบบร่วมกันของกลุ่ม สื่อสารกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงท้ายน้ำ และประสานข้อมูลระบบ การปล่อยน้ำกับชลประทาน 3. สร้างกฎระเบียบกติกาการใช้น้ำร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญาความขัดแย้งในชุมชน 4. ระบบกองทุนกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำเพื่อบำรุงรักษาระบบ 5. แผนการทำงานร่วมของชุมชน สำรวจขุดลอกคูคลอง แม่น้ำเป็นประจำทุกฤดู 5. การเกษตรแนวใหม่ ให้ความรู้ในการทำนาระบบอินทรีย์ ปลูกผักปลอดสารพิษไว้กินเอง 6. รื้อฟื้น “บ่อหลา” หรือบ่อน้ำสาธารณะที่ชาวบ้านขุดไว้เป็นคันคลอง แต่ปัจจุบันรกร้างและตื้นเขิน ให้เป็นพื้นที่ กักเก็บน้ำทำการเกษตรในฤดูแล้งและปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในแหล่งน้ำ เนื่องจากหลังฤดูน้ำหลากปลาในทุ่งจะตกค้าง อยู่ในบ่อหลาจำนวนมาก โดยมีเกษตรตำบลและนักวิชาการร่วมให้ความรู้

นับเป็นหนึ่งในโครงการวิจัยที่น่าสนใจ เมื่อหลีกเลี่ยงจากการเป็นพื้นที่รับน้ำไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีการ อยู่ร่วมกับน้ำโดยที่ไม่เดือดร้อนต่อการใช้ชีวิต โดยมีชาวบ้านเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหา ให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และ เจอสถานการณ์จริงมาเป็นผู้วิจัยเองเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ตรงจุดและยั่งยืน เกษตรกรได้ความรู้ใหม่ๆ ในการพัฒนา การทำเกษตรและเปลี่ยนแปลงระบบเพิ่มเติม สุดท้ายที่สำคัญคือ เป็นการร่วมมือกันระหว่างชุมชนและภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาและลดความขัดแย้งในชุมชนที่มีมายาวนาน ซึ่งในอนาคต “บางชะนีโมเดล” จะถูกส่งต่อไปใช้ ในอำเภอพื้นที่รับน้ำอื่น ๆ เพื่อแก้ไข้ปัญหาที่คาราคาซังมาหลายสิบปีให้สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: