Biznews

นักวิชาการติงเก็บภาษีลักลั่น ‘ เบียร์ 0%’ สูงกว่ามีแอลกอฮอล์ขัดความรู้สึกใครหลายคน!!

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอให้ฝ่ายนโยบายเปิดพิกัดภาษีนวัตกรรมแฮลกอฮอล์ เพื่อนำเบียร์ 0% – เบียร์อัดเม็ด – เหล้าอัดเม็ด – ช็อกโกแลตเหล้า มาอยู่ในพิกัดภาษีดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้พบการขายสินค้าดังกล่าวในไทยเพิ่มขึ้น แต่อัตราภาษีที่จัดเก็บยังไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเบียร์ 0% เสียภาษีอยู่ในพิกัดน้ำหวาน ซึ่งมองว่าไม่เหมาะสมเกรงว่าการส่งเสริมเบียร์ 0% จะทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์มากขึ้น

ผศ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่กรมสรรพสามิตประกาศว่าจะมีการปรับเปลี่ยนการเก็บภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากการจัดเก็บตามมูลค่าของสินค้าไปสู่การจัดเก็บตามปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณต่ำ

มาตรการทางภาษีเหล่านี้เป็นแนวทางที่แปลกใหม่ในการใช้เครื่องมือทางภาษีมามีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพของประชากรในประเทศ แต่เร็วๆ นี้ทางสรรพสามิตกลับออกมาผลักดันให้มีการเก็บภาษีสรรพสามิตในเบียร์ 0% โดยจะเก็บในอัตราที่สูงกว่าปัจจุบันที่ 14% แต่ต่ำกว่าเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ที่ 22% ทำให้อาจดูขัดความรู้สึกของใครหลายคนที่คิดว่าเครื่องดื่มที่มาทดแทนการดื่มแอลกอฮอล์อย่างเบียร์ 0% นี้ กลับต้องถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูง แถมยังสูงกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายชนิด โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสผลไม้หลากหลายชนิดที่ขายอยู่ในท้องตลาด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเบียร์ 0% เป็นช่องทางเลือกของนักดื่มเพื่องดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งเพื่อดูแลสุขภาพหรือเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ยานพาหนะหลังการดื่มสังสรรค์

 

ขณะที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางท้องถนน (ศปถ.) ได้สรุปสถานการณ์อุบัติเหตุทางท้องถนนระหว่าง “เจ็ดวันอันตราย” ในช่วงส่งท้ายปี 2562 ต้อนรับปีใหม่ 2563 พบว่าอุบัติเหตุลดลงเกือบ 10% จากปีที่แล้ว (3,421 ครั้ง จาก 3,791 ครั้ง) รวมยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ลดลงเช่นกัน สัดส่วนของสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนการเมาแล้วขับครองอันดับหนึ่งมาโดยตลอด แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ อัตราส่วนของการเมาแล้วขับลดลงทุกปี

เทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการเมาแล้วขับที่น่าจับตามองในปัจจุบัน นอกจากข้อบังคับกฎหมาย คือ การที่ผู้บริโภคดูเหมือนจะมีจิตสำนึกมากขึ้น และยังมีสินค้าและบริการให้ทางเลือกในการบริโภคอย่างรับผิดชอบมากขึ้น หนึ่งในนั้น คือ เครื่องดื่มมอลต์ไร้แอลกอฮอล์ หรือที่เรียกกันว่า เบียร์ 0% ซึ่งเบียร์ 0% อยู่ในตลาดเมืองไทยมานาน โดยจะจัดว่าเป็นเบียร์ 0% ได้ต่อเมื่อมีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำว่า 0.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ขับขี่ ในโอกาสที่ต้องเข้าสังคม

การไปสังสรรค์ อย่างเช่น ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ใครจะไม่ดื่มเลย หรือดื่มน้ำเปล่าก็จะถูกวงสังคมกดดัน หรือ “เชียร์” ให้ดื่มแอลกอฮอล์เสียหน่อย เบียร์ 0% จึงเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการดื่ม หรือไม่ควรดื่ม (เพราะต้องขับรถ) สามารถถือชนแก้ว เพื่อเข้าสังคมได้อย่างไม่แปลกแยก ยกตัวอย่างสถานการณ์ หากผู้บริโภคออกไปสังสรรค์ แต่มีความจำเป็นจะต้องขับขี่ยานพาหนะ การมีเครื่องดื่มเสมือนแอลกอฮอล์ (เช่น เบียร์ 0%) ความน่าจะเป็นที่ผู้บริโภคจะเลือกดื่มอย่างรับผิดชอบจะมีมากขึ้น (2:1) มากกว่าในกรณีที่ไม่มี (1:1)

 

จากผลการศึกษาเบื้องต้นโดยศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าคนไทยส่วนใหญ่เห็นถึงประโยชน์ของเครื่องดื่มเบียร์ 0% นี้ว่ามีส่วนสำคัญในการลดโอกาสของการเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ นอกจากนั้นคนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มเบียร์ 0% ในอัตราสูงกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด เพราะคิดว่าถ้าการจัดเก็บภาษีในระดับสูงจะทำให้ราคาเบียร์ 0% สูงขึ้นมากจนเท่ากันหรือสูงกว่าเครื่องดื่มเบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสผลไม้ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รูปแบบใกล้เคียงกันชนิดอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกที่อยากจะเลือกดื่มเบียร์ 0% เพื่อทดแทนการดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงสังสรรค์

จากการศึกษาเบื้องต้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีเบียร์ 0% เป็นทางเลือกในการทดแทนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ และลดปัญหาสุขภาพจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเครื่องดื่มเบียร์ 0% นี้อาจจะเป็นมาตรการที่ผิดฝาผิดตัว ตัดทางเลือกที่จะช่วยแก้ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: