BiznewsColumnist

ที่สุดแห่ง “โลกโซเชียล” ปี 2018

ที่สุดแห่ง “โลกโซเชียล” ปี 2018

โดย…ธนก บังผล

              เข้าสู่บรรยากาศเตรียมนับถอยหลังเคาน์ทดาวน์ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่กันแล้วนะครับ ตลอดทั้งปี 2561 มีข่าวกระแสสังคมเข้ามาเยอะแยะ โดยเฉพาะ “ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน” ที่สร้างอารมณ์ร่วมให้คนไทยเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และกลายเป็นข่าวประเทศไทยที่ได้รับความสนในไปทั่วโลก

              ในขณะที่ความเป็นไปในบ้านเมืองเราก็มีหลายเรื่องเลยครับที่เป็น “ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์” อยู่บ่อยๆ และปีนี้อาจเรียกได้ว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยเป็นไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้การรับรู้ข่าวสารมีมิติที่มากขึ้น บางข่าวเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่าคนในยุคปัจจุบันนี้ มีพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรบ้าง

              โดยเฉพาะการ “สร้างเรื่อง-โกหก” แล้วโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์มีเจตนาต้องการทำลายชื่อเสียงของคนอื่น หรือเรียกร้องความสนใจจากคนที่เข้ามาอ่าน ซึ่งผมคิดว่าปีนี้เป็นการเริ่มต้นปฐมบทความตอแหลของคนบางจำพวกที่จะทำให้มีเหตุการณ์ชวนหดหู่ตามมาอีกมากในอนาคต

              เริ่มต้นที่วงการบันเทิง ข่าว “มิ้งโป๊ะแตก” กรณีโกหกว่าตั้งท้องกับแฟนหนุ่มนักแสดงคนหนึ่งจนทำให้ทั้ง ครอบครัวต้องออกมาแถลงข่าว ยิ่งไปกว่านั้นทางฝ่ายหญิงยังมีการโพสต์รูปผลการตรวจครรภ์ จนทำให้ชาวบ้านสนใจเป็นอย่างยิ่

ทางนักข่าวยังได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับเจ้าตัวและได้เธอบอกว่ายังไม่ได้ฝากครรภ์ เพราะต้องรอครบ 12 สัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตามเธอได้ไปอัลตร้าซาวด์ เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 13 มิ.ย. เพื่อดูความแข็งแรงของเด็กในท้องและพบว่าตั้งครรภ์ได้ 7 สัปดาห์ กับ 5 วัน

              แต่ธรรมชาติของวงการบันเทิงปัจจุบันที่ความนิยมขึ้นอยู่กับจำนวน “แฟนคลับ” หรือยอดกดไลค์ กดฟอลโล่ว์ ในเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ซึ่งหลายคนชอบจับผิดจากรูปภาพที่ทางดาราเคยโพสต์เอาไว้ จนกระทั่งสามารถจับผิดได้ว่าฝ่ายหญิงกุเรื่องขึ้นมาเอง เมื่อขึ้นศาล “มิ้งโป๊ะแตก” ก็สารภาพว่าไม่ได้ตั้งท้องจริงอย่างที่เป็นข่าว นับว่ากรณีนี้ได้สร้างคำว่า “โป๊ะแตก” ให้เป็นที่รู้จักเป็นครั้งแรก รวมถึงแฮชแท็ก #มิ้งโป๊ะแตก ก็เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในทวิตเตอร์ขณะนั้น

              อีกข่าวที่สร้างความงุนงงให้กับคนในสังคมเป็นอย่างมากคือ “เก่ง เกียร์อาร์” ผู้ได้รับการยกย่องจาวเน็ตว่าเป็นคนจุดชนวน “โป๊ะแตก” ขึ้นมาบนสังคมออนไลน์เป็นคนครั้งแรก ยังจำกันได้ใช่มั้ยครับกับวลีเด็ด “เจอคนในสังคมแบบนี้แย่มากครับ”

             

เก่ง เกียร์อาร์ เงียบหายไปนานหลังจากโดนรุมถล่ม งานที่เคยมีก็ถูกบริษัทยกเลิกหมด อีกทั้งยังถูกยึดใบขับขี่รถยนต์ด้วย เรียกได้ว่าชีวิตแย่ลงเพราะตัวเองทั้งนั้น การกลับมาของเก่ง เกียร์อาร์ ปีนี้สร้างความฮือฮาอีกครั้งสมกับเป็นศาสดาแห่งโป๊ะแตก โดยโพสต์รูปคู่กับใบขับขี่ผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความว่า “คุ้มค่ากับการรอคอย 2 ปี 8 เดือน ใครดีกับเรา เราก็จำ..ใครเลวกับเรา..รอดูผลกรรมมันครับ”

เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงถูกยึดใบขับขี่จึงมีคนสงสัย กลายเป็นประเด็นที่ทำให้กรมการขนส่งทางบก ต้องออกมาชี้แจง มีการหนังสือไปยังศาลแขวงพระนครเหนือ เพื่อขอรับผลคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จากการตรวจสอบคำพิพากษาอย่างไม่เป็นทางการ ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว

โดยทางกรมการขนส่งทางบก ได้ออกคำสั่งเพิกถอนและสั่งให้นายเก่ง ส่งคืนใบอนุญาต ตามปกติ โดยหลังเพิกถอนไปแล้วต้องพ้นระยะเวลา 3 ปี นายเก่ง จึงจะมายื่นขอใบขับขี่ใหม่ได้ ซึ่งเป็นแบบชั่วคราวต้องต่ออายุเท่านั้น

อีกกรณีที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในโซเชียลมีเดีย หลังจากสองสามีภรรยาคู่หนึ่งหวังทำลายชื่อเสียงของนักร้องนักแสดงหนุ่ม “นาวิน ต้าร์” ด้วยการเขียนด่าแล้วนำกระดาษไปแปะที่รถของตัวเองซึ่งจอดขวางอยู่ สร้างเรื่องให้คนในสังคมเข้าใจว่าฝั่งนายนาวิน ต้าร์ เป็นคนทำ

เรื่องนี้คลาสสิคมากครับ มันแสดงให้เห็นนิสัย และพฤติกรรมของคนประเภทหนึ่งที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งควรได้รับบทเรียนที่แสนสาหั

แต่สุดท้ายก็จบลงแบบขัดใจชาวเน็ต หลังจากทางนายนาวิน ต้าร์ ผู้เสียหาย ยื่นเรื่องให้ทนายความฟ้องร้อง จนทำให้ทางสามีภรรยาผู้ก่อเหตุรีบออกมายกมือไหว้ขอโทษเป็นอันจบข่าว แม้ว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปไม่สมควรได้รับการอภัยแม้แต่น้อย

ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราต้องอยู่ในสังคมที่มีคนสร้างแต่ความเดือดร้อนให้กับคนอื่นไปทั่ว อยากจะสร้างเรื่อง กุข่าวขึ้นมาเพื่อทำลายอีกฝ่ายให้จมดินเมื่อไหร่ก็ทำโดยไม่คิด เมื่อโดนกระบวนการทางกฎหมายเล่นงานเอาจริงก็ออกมาขอโทษ โดยไม่มีขั้นตอนลงโทษอะไรให้เข็ดหลาบ เราจะยังเชื่อได้หรือไม่ว่าคนประเภทนี้จะไม่ก่อเหตุอีก   

ด้านข่าวสังคมต้อง “พีท โป๊ะแตก” หรือนายธนวรรธน์ คำแหงพล อายุ 35 ปี พ่อค้าขายลอตเตอรี่แผงหวย 90 ล้านบาท คืออีกกรณีหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญกันทั้งบ้านทั้งเมือง โดยเริ่มต้นสร้างเรื่องว่าเป็นคนขายล็อตเตอรี่ที่ซื่อสัตย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวพิพาทเรื่องหวย 30 ล้านบาทว่าใครเป็นเจ้าของที่สื่อเอาขยายความต่อจนโด่งดัง

หลังจากที่ นายพีท สร้างเรื่องแล้วก็ไม่ยอมรับสารภาพนะครับ เมื่อเป็นข่าวขึ้นมาเรื่องก็ไปถึงตำรวจ สุดท้ายจนมุมด้วยหลักฐาน และยังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเนื่องจาก นายพีท เคยไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับนางบุญเรียง ที่สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน เป็นเงินกว่า 210,000 บาท แต่ยังไม่ยอมจ่ายเงินค่าซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล

และเพราะจนมุมนั่นเอง ในที่สุดนายพีทก็ยอมรับว่าหลังจากที่หวยออกแล้ว ก็นึกสนุกดัดแปลงเลขข้างหน้า จากนั้นก็เอามาโชว์เล่นๆ แต่ปรากฏว่ามีคนถ่ายรูปแล้วนำไปโพสต์ มีการส่งไลน์ต่อๆ กันไป จนกลายเป็นข่าวลือสนั่นเมืองมหาชัย ซึ่ง ไม่คิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงปล่อยเลยตามเลยเล่นละครตามน้ำไปเรื่อยๆ จนมีกระแสกดดันจากโซเชียลมีเดีย ทำให้เครียดที่ถูกจับผิดจากเพจดัง และยังจะถูกตำรวจจับด้วย

ทั้งนี้ สิ่งที่นายพีทอ้างว่านึกสนุกนั้น ทำให้ถูกดำเนินคดีหลายกระทงนะครับ หลักๆคือปลอมแปลงเอกสาร กับนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษหนักมาก

อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ มีผู้ปล่อยข่าวลือผ่านทางโซเชียลเมียเดีย ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปลี่ยนหมายเลขโทร.ฉุกเฉินจาก 191 เป็น 911

เรื่องนี้แย่มากครับ เพราะถ้าหากมีคนหลงเชื่อแล้วไม่มีการชี้แจง นานๆไปสามารถสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่ประสบเหตุเดือดร้อน ฉุกเฉิน จนถึงแก่ชีวิตได้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นห่วงว่าจะมีประชาชนบางกลุ่มหลงเชื่อข่าวปลอมนี้ และเมื่อเวลาเกิดเหตุร้ายหากมีประชาชนโทร.แจ้งเหตุผิดเบอร์อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ไม่ทันเวลา

“ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่าน หากมีเหตุด่วน เหตุร้าย ยังโทร. 191 เหมือนเดิม อย่าส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความสำคัญต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

อีกทั้งการนำข้อมูลที่เป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น อาจเข้าข่ายในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 “มาตรา 14 (1) ผู้ใดกระทำโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ย้ำ!!! เกิดเหตุด่วน เหตุร้าย โทร. 191 เหมือนเดิมครับ” เพจศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. โพสต์ชี้แจงพร้อมเตือนผู้ที่สร้างข่าวเท็จออกมาเผยแพร่

ที่ผ่านมาตลอดทั้งปีนี้มีอีกหลายเรื่องที่เกิดจากโซเชียลมีเดียครับ มีทั้งแห่แชร์ ตอแหล ดราม่า โป๊ะแตก สร้างความสับสนให้กับคนที่ได้อ่าน ยังมีข่าว “นัท โอนไว” ที่ใครได้ดูข่าวแล้วต้องกุมขมับ เพราะแสดงให้เห็นว่าคนมีแนวโน้มหมกมุ่นอยู่กับออนไลน์จนสูญเสียทักษะในการเข้าสังคม

วันนี้อาจจะยังดูขำๆกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานจะเป็นเครื่องมือทำลายที่ถูกคนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุอาชญากรรมที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ 2562 ทุกท่าน มา ณ ที่นี้ ปีหน้าฟ้าใหม่ขอให้พบเจอแต่สิ่งที่ดีๆทุกคนครับ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: