BiznewsColumnist

ทิ้งทวนสั่งลายกเลิก “เคอร์ฟิว” กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้!

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) ฉบับแรกที่รัฐบาลออกคำสั่งตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนในวันที่ 2 เม.ย. จะประกาศเคอร์ฟิวห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหะสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น

ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการล็อคดาวน์ประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเต็มรูปแบบ จนถึงวันนี้ที่มีคำสั่งให้ยกเลิกเคอร์ฟิว รวมแล้วประมาณ 2 เดือนครึ่ง

เป็น 2 เดือนครึ่งที่นานจนธุรกิจและสถานประกอบการได้รับความเสียหายจนบางแห่งต้องปิดกิจการ พ่อค้าแม่ขายที่เคยตั้งร้านทำมาหากินตอนกลางคืนต้องกลายเป็นคนว่างงาน ชาวบ้านส่วนหนึ่งถูกบังคับให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากอุปกรณ์ป้องกันการระบาดโดยในช่วงแรก ยังพบว่ามีการกักตุนหน้ากากอนามัยเพื่อนำมาขายในราคาแพง ประชาชนจำนวนมากขานรับแนวทางอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติตามที่รัฐขอความร่วมมือจนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เคยเป็นมา

บรรยากาศที่เข้มงวดกับการแพร่ระบาดสร้างผลกระทบให้กับทุกภาคส่วน ซึ่งรัฐบาลก็พยายามจะมีมาตรการหลายอย่างเริ่มต้นด้วยการคืนประกันการใช้ไฟฟ้า มาจนถึงจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้ประชาชนโดยตัวเลขล่าสุดคาดว่าจะอยู่ที่ 48 ล้านคน ใช้เงินกว่า 5.5แสนล้านบาท

 

นี่เป็นภาพรวมที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมานะครับ เมื่อนำมาประกอบกับผลงานของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้ออและการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจเลยครับเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะออกมาเหมารวมอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นผลงานของรัฐบาล ว่ากันตามตรงก็สมควรจะให้เครดิตอยู่ไม่น้อย ถ้า….

ประเด็นแรก รัฐบาลออกมายอมรับว่าไวรัสโควิด-19 เป็นโรคระบาดอย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นช่วงปลายเดือน ก.พ. เนื่องจากข้อมูลข่าวสารการแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่นวิกฤตหนักจนต้องปิดเมืองหลังเข้าปีใหม่ได้ไม่นาน ข้อมูลตรงนี้ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกซ่อนเร้นเป็นความลับเลยครับในเอเชียเขาเริ่มเฝ้าระวังกันแล้ว ผมจะไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บว่าใครออกมาสร้างความสับสนอย่างไรบ้าง แต่การรับมือกับการแพร่ระบาดของไทยนั้นถือว่าช้าไปหลายก้าวอยู่พอสมควร ลองคิดดูว่าหากเราไหวตัวก่อนหน้านี้สัก 2 สัปดาห์ บางทีผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจจะไม่หนักขนาดนี้

อีกประเด็นที่บานปลายหนักสุดคือเงินเยียวยา เพราะมันค่อนข้างชัดเจนว่าวิธีจัดการมีปัญหา เห็นการคืนเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าก็รู้แล้วครับว่าไม่เป็นมืออาชีพเพราะจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีอีกหลายครัวเรือนที่ลงทะเบียนไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินคืน

 

 

พอมีโครงการเราไม่ทิ้งกันวิธีการคัดกรองผู้ได้รับเงินเยียวยายิ่งตอกย้ำความล้มเหลวอีกครั้ง เพราะเขียนโปรแกรมให้ระบบ IO ตัดสินสิทธิในการรับเงินคนกำลังความเดือดร้อนกันทั่วหน้า แล้วยังระบุด้วยว่าทำไมถึงไม่ได้เช่นเป็นนักศึกษา เกษตรกร อะไรแบบนี้

จาก 9 ล้านคนกับ 5,000 บาท เวลา 3 เดือนที่ตั้งไว้ไม่รู้เอาตัวเลขมาจากไหน แต่ก็มีคนมาลงทะเบียน 20 กว่าล้านคน ทำให้เกิดการแย่งสิทธิและมีกลุ่มคนที่ไม่ได้รับเงินออกรวมตัวกันขอคำอธิบาย สุดท้ายอย่างที่เราเห็นครับ โครงการนี้เปลี่ยนชื่อจากเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็น “เยียวยาถ้วนหน้า” อย่างเสียมิได้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่าใครได้หรือไม่ได้ พร้อมกับการเร่งให้รัฐสภาผ่าน พรบ.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท มาเรียบร้อยครับ

ผมคิดว่าความฝันของบางคนที่จะได้รับเงิน 5,000 บาท 6 เดือน คงกลายเป็นหมันไปเรียบร้อย ซึ่งไม่ปลดล็อค ไม่ผ่อนคลาย ไม่ยกเลิกเคอร์ฟิว รัฐบาลต้องแบกรับภาระตรงนี้ต่อ…ไหวหรือเปล่าครับ

อดคิดไม่ได้เลยว่า ถ้าทีมเศรษฐกิจมีวิธีการกลั่นกรองผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นขั้นตอนและรอบคอบกว่านี้ บางทีเราอาจจะไม่ต้องมีใครเสียชีวิตเพราะเรื่องเงินเยียวยาก็เป็นได้

ยกตัวอย่างจากเรื่องในอดีตมาพอหอมปากหอมคอ คราวนี้มาว่ากันเรื่องในอนาคตหลังยกเลิกเคอร์ฟิวเพราะในบางประเทศมีการกลับมาระบาดซ้ำ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของเคอร์ฟิวนะครับ แต่เป็นปัญหาของ “การ์ดตก” ผมเห็นด้วยที่จะยังคงไม่ให้คนเดินทางเข้าประเทศในบางกรณีเนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์มักไปรวมกันอยู่ที่ปลอดภัย แล้วรัฐบาลก็พยายามจะประชาสัมพันธ์อันดับสาธารณสุขของไทยให้นานาชาติชื่นชม

แต่ขอโทษนะครับ ถ้ายังไม่พร้อมรับมือกับการระบาดรอบสอง ถ้ายังไม่พร้อมที่จะล็อคดาวน์อีกครั้งซึ่งหากพัฒนาเป็นซูเปอร์ไวรัสคงไม่ใช่แค่ 2 เดือนครึ่งเหมือนที่ผ่านมา ถามจริงๆเลยครับว่า รัฐบาลนี้จะไหวหรือ

ท่านนายกฯ อาจจะตอบว่าถ้าจำเป็นก็ต้องไหว แต่ก็นั่นละครับ ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา นอกจากเงินเยียวยาที่กระปิดกระปรอยทยอยจ่ายได้บ้างไม่ได้บ้างแล้ว ความช่วยเหลืออื่นใดก็ไม่เคยถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อประชาชนอีกเลย เช่น การสร้างอาชีพแทนการเยียวยา การเปิดตลาดค้าขายในชุมชนแทนตู้ปันสุข การตั้งหน่วยรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรแทนการให้เงิน การสนับสนุนฝึกสอนอาชีพออนไลน์แทนการเข้าสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

 

เศรษฐกิจพอเพียงที่เคยพูดจนติดปากหายไปไหนแล้วครับ นั่นไม่ใช่ปรัชญาแต่เป็นหลักการที่สามารถนำมาประยุกต์ต่อยอด เหมือนสอนคนให้ตกปลาแทนที่จะเอาปลาให้ 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมามีแต่โครงการที่ทะลักล้นไปด้วยประชานิยมล้วนๆเลยครับ

เศรษฐกิจว่าแย่แล้ว การเมืองยิ่งแย่กว่า เพราะการยังคง พรก.ฉุกเฉินเอาไว้ทั้งๆที่อีกด้านหนึ่งก็ปลดล็อคเฟส 4 มันก็ชัดเจนว่าต้องการห้ามมิให้มีการชุมนุม

ซึ่งเข้าใจได้ครับว่าไม่อยากให้ประชาชนออกมาชุมนุมขับไล่ แต่การยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน เพื่อแสดงถึงความจริงใจแล้วนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดมาบังคับอย่างเข้มงวดแทน ก็น่าจะทำให้เกิดความสง่างามมากกว่า

ผมเชื่อว่าการระบาดอย่างหนักในประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะประชาชนออกมาชุมนุมนั้น เป็นตัวอย่างที่ดีที่รัฐบาลควรอธิบายสถานการณ์นี้อย่างจริงใจ การต้องกลับไปอยู่ในบรรยาศวิกฤติไวรัสโควิด-19 อีกครั้งจะสร้างผลกระทบให้กับทุกภาคส่วนหนักเป็นทวีคูณ

ผมก็ได้แต่บ่นๆผ่านคอลัมน์นี้เท่านั้นละครับ การบริหารแบบบุฟเฟต์ปล่อยให้ประชาชนหากินกันเองช่วยเหลือตัวเองนั้นเราๆท่านๆคงจะเคยชินกันไปแล้ว กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

สุภาษิตไทยที่ว่า “กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” ลักษณะของการทำงานที่มีความลังเลใจ ทำให้แก้ปัญหาได้ไม่ทันท่วงที เมื่อได้อย่างหนึ่ง แต่ต้องเสียอีกอย่างหนึ่งไป เหมือนเอาถั่วกับงามาคั่วพร้อมกัน กว่าจะคั่วถั่วสุกงาก็จะไหม้หมดไปก่อนนั้น คือนิยามของรัฐบาลนี้อย่างแท้จริง

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: