Biznews

ทายาท “ตั้งตรงจิตร” กับก้าวที่กล้า

เมื่อกล้า จึง ก้าว
เจน 4 ยาใบโพธิ์ ลุย ‘เฌอเอม’

จะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่ได้ใช้ชีวิตที่ตัวเองออกแบบด้วยตัวเองและกล้าฉีกกรอบเดิมๆ ที่บรรพบุรุษได้วางอนาคตเอาไว้ให้แล้วเป็นอย่างดี โดยเลือกสร้างโลกใบใหม่ด้วยมือของตัวเองแม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานบ้างในช่วงเริ่มต้นแต่ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคนานัปการ จนถึงวันนี้เขาสามารถพิสูจน์ให้ครอบครัวได้เห็นว่า สิ่งที่ตัดสินใจและเลือกทำนั้นก็สำเร็จไม่แพ้กับสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำไว้เช่นกัน

“อัครพัจน์ ตั้งตรงจิตร” หลายคนน่าจะสะดุดกับนามสกุลนี้ แน่นอน เขาเป็นทายาทผู้ก่อตั้งโรงเรียนชื่อดังอย่างตั้งตรงจิตและสร้างโรงเรียนตั้งตรงจิตเพื่อเป็นสาธารณกุศลกว่า 20 แห่งในกรุงเทพฯ

นอกจากตระกูล “ตั้งตรงจิตร” จะเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนตั้งตรงจิตรพาณิชยการแล้ว ตระกูลนี้ยังเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยาตราใบโพธิ์ ผู้ผลิตยาเขียวตราใบโพธิ์ ที่ปัจจุบันมีอายุกว่า 100 ปี ยาที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี

อัครพัจน์ หรือหนุ่มตาล หนุ่มวัย 42 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนสามัญ จิสประพัจน์ นับเป็นผู้บริหารที่กล้าฉีกกฏของครอบครัวในฐานะเจเนอเรชั่น 4 ที่ บางคน เลือกที่จะสานฝันของครอบครัว แต่ บางคนเลือกเดินตามความฝันของตัวเอง

หลังจบการศึกษาวิศวกรรรมศาสตร์ สาขาโยธา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนุ่มตาลได้เหินฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านการเงินที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งพอดิบพอดีกับการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยหรือในยุคไอเอ็มเอฟ หลังกลับมาได้ไม่นาน ความคิดที่จะทำงานที่อื่นต้องล้มเลิกไปเพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

ในปี 2544 หนุ่มตาล มีความคิดที่จะนำความรู้เรื่องยาที่บรรพบุรุษมีอยู่และสั่งสมมาต่อยอด จากยาแผนโบราณตราใบโพธิ์ซึ่งเก่าแก่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปมากว่า 100 ปี ก็เริ่มนำมาทดลองผลิตโปรดักส์ใหม่ๆ ประเดิมด้วยยาดมสมุนไพรแท้ ภายใต้แบรนด์ใหม่ ‘เฌอเอม’ แล้วอาศัยชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือของตราใบโพธิ์ เป็นเสมือนใบเบิกทางในการเจาะเข้าช่องทางจำหน่ายต่างๆ ในช่วงแรก และเพิ่มสินค้าใหม่ๆ เป็นระยะ เช่น พิมเสนน้ำ และน้ำมันเหลือง เป็นต้น โดยพยายามคิดค้นพัฒนาสูตรและแพ็คเกจจิ้งให้โดนใจคนรุ่นใหม่

กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนสามัญ จิสประพัจน์ บอกเล่าถึงช่วงเวลาและแนวทางการรุกตลาดผลิตภัณฑ์ เฌอเอม ที่มีสินค้าตัวแรกคือยาดม จนขยายไปยังสินค้าอื่นๆ ว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยความมุมานะ อดทน พยายามคิดหานวัตกรรมใหม่ๆ แพ็กเกจจิ้งใหม่ๆ วิธีการทำตลาดรูปแบบใหม่ๆ ที่โดนใจจนเกิดกระแสบอกต่อทำให้มีวันนี้ ซึ่งถือว่าแบรนด์ เฌอเอม’ ที่มีจุดเด่นคือความเป็นสมุนไพรแท้ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ร่วมสมัยด้วยการใช้หลอดพลาสติก ไม่ขายความโบราณ จนกระทั่งเป็นที่รู้จักในระดับที่น่าพอใจ

สำหรับการเจาะตลาดจะเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักอายุ 25-40 ปี เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเข้าใจสินค้าได้ง่าย หากอายุต่ำกว่าจะเข้าใจความแตกต่างและจุดแข็งของสินค้ายากกว่า ในขณะที่กลุ่มอายุสูงขึ้นไปจะยึดติดกับยี่ห้อสูง โดยมุ่งเน้นการทดลองใช้ ด้วยการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงจากการออกบูธงานแสดงสินค้าต่างๆ การแจกสินค้าตัวอย่าง รวมทั้ง การสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับร้านค้ารูปแบบเดิมและโมเดิร์นเทรด เพื่อให้เติบโตได้ยั่งยืนในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

สำหรับการทำตลาดในแต่ละธุรกิจนั้น เขาบอกว่า ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ จะต้องเข้าถึงตลาดโดยตรง เข้าไปเล่นกับผู้บริโภค เหมือนกับที่เขาต้องหิ้วตะกร้าเดินสายโปรโมทยาดมสมุนไพรเฌอเอม สินค้า ชื่อไทยๆ ที่มีความหมายว่า ต้นไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ใช้สัญลักษณ์ใบไม้ 2 ใบ แสดงถึงความเป็นธรรมชาติและเป็นตัวแทนของสมุนไพรไทย

จนถึงปัจจุบัน เฌอเอม มีสินค้าหลากหลาย อาทิ ยาดม ยาหม่อง พิมเสนน้ำ น้ำมันเหลือง การบูรหอม เป็นต้น และไม่เพียงทำตลาดในประเทศเท่านั้น เฌอเอม ยังก้าวออกไปทำตลาดต่างประเทศด้วย แม้จะยังมีปริมาณการส่งออกน้อยแต่ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และล่าสุดเตรียมตลาดที่ประเทศจีนอย่างเป็นทางการด้วยจัดตั้งสำนักงานของตัวเองและหากได้รับการตอบรับที่ดีอาจมีการตั้งโรงงานผลิตก็เป็นได้

เมื่อทั้งตลาดในและต่างประเทศได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น หนุ่มตาลกำลังเพิ่มฐานการผลิตที่ปัจจุบันถือว่าเกินกำลังการผลิตด้วยการขยายพื้นที่ในบริเวณเดียวกัน ภายใต้งบลงทุน 50 ล้านบาท เริ่มได้ปีหน้าซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 200% รองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ไม่เพียงธุรกิจสมุนไพรเท่านั้นที่หนุ่มคนนี้สนใจ ระหว่างที่กำลังปลุกปั้นแบรนด์ เฌอเอม อยู่นั้น ด้วยความที่เป็นคนรักการเดินทาง บวกกับครอบครัวมีที่ดิน 5 ไร่แถวหัวหิน ครอบครัว “ตั้งตรงจิตร” ที่มีคุณพ่ออัมพร และ คุณแม่ยุพาณี มีลูกชายเพียงคนเดียวในจำนวนลูกๆ สามคน มีไอเดียทำรีสอร์ท จึงเป็นที่มาของ “เฌอ รีสอร์ท (CHER RESORT)” โรงแรมแนวๆ แต่หรูหราสไตล์คอนเทมโพลารี่ ริมหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ที่หนุ่มตาลลงทุนลงแรงทั้งออกแบบ ก่อสร้าง ตกแต่ง และบริหารเองกับมือ ภายใต้อีกบริษัทคือ จิสประพัจน์ ดีเวลลอปเมนท์ ด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจเฌอ รีสอร์ท จำนวน 36 ห้อง

“การทำโรงแรมเป็นความฝันของผม เพราะผมเป็นนักเดินทาง ออกเดินทางไปเห็นสถานที่สวยงามมากมาย ทำให้อยากจะกลับมาทำโรงแรมสวยๆ ในแบบที่ตัวเองชอบบ้าง อีกอย่างผมเรียนจบวิศวะ ผมเป็นวิศวกร มีความรู้ด้านนี้อยู่แล้ว ส่วนตัวก็ชอบศิลปะ ผมเลยตัดสินใจทำรีสอร์ท”

อัครพัจน์ บอกว่า ไฮไลต์ของโรงแรมนี้เหมาะกับคนที่ชื่นชอบงานศิลป์ และมีไลฟ์สไตล์ความเป็นส่วนตัวสูง ค่อนข้างแตกต่างจากโรงแรมทั่วไปเพราะแขกสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้จากการเสพงานศิลป์ของศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายท่าน

แม้ทั้งสองธุรกิจคือรีสอร์ท กับ ยาดมสมุนไพร จะมีความแตกต่างกันสุดขั้ว แต่หนุ่มตาลมองว่าในแง่ของการบริหารงานกลับไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการบริหารคนที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะถ้าสามารถสร้างให้เกิดคนเก่ง คนดีในองค์กรก็จะทำให้งานออกมาดี ผลการดำเนินงานก็จะดีตามมา

เช่นเดียวกับธุรกิจรีสอร์ท ที่เขาสามารถจับจุดความสนใจของคนรุ่นใหม่ จนเกิดการบอกเล่าแบบปากต่อปาก ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้ทั้งรีสอร์ทและยาดมสุมนไพรที่เขาปลุกปั้นมากับมือทั้งสองสามารถที่จะยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว ยาดม ไต่เต้าจากยอดขายหลักพันบาทกลายเป็นหลักร้อยล้านบาท แม้ว่าจะใช้เวลานานไปบ้างแต่ก็ไม่ช้าเกินไปเพราะเป็นสิ่งที่เขาสร้างมาด้วยมันสมองและสองมือของเขาเอง

โปรเจคต่อไปของผู้ชายอินดี้ในฐานะหนุ่มผู้นักอิสระ วางแผนที่จะใช้พื้นที่บริเวณทางขึ้นเขาค้อกว่า 50 ไร่เนรมิตให้เป็นที่สถานที่ตามแนวทางพระราชาในทฤษฎีเกษตรแบบพอเพียง พร้อมกับสถานที่ในการปฏิบัติธรรมสำหรับผู้ที่สนใจ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมแผนงานและบั้นปลายชีวิตเขาอาจจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

อยู่แบบ “พ่อ” อยู่แบบ “พอเพียง” และ “เพียงพอ” ถือว่าสุดยอดของชีวิตแล้ว

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: