Bizlifestyle

ถ้าการทำ ‘IVF’ ไม่สำเร็จ ควรทำอย่างไรต่อ

สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก จำเป็นต้องเลือกเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อช่วยให้มีบุตรได้สำเร็จ ซึ่งในปัจจุบันก็มีเทคโนโลีทางเลือกมากมาย เพื่อช่วยให้มีบุตรได้จริง และที่หลายๆ คนรู้จักดีก็คือการทำ IVF ที่ช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรให้สำเร็จได้สูงมาก แต่ก็ยังไม่ใช่ 100% อยู่ดี เพราะการทำ IVF จากคลีนิกรักษาผู้มีบุตรยากหลายครั้งก็ไม่ได้ผล จึงมีคำถามต่อไปมา ถ้าทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ จะต้องทำอย่างไรต่อไป คำตอบอยู่ที่นี่แล้ว

 

IVF คืออะไร?

ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยี IVF คร่าวๆ กันก่อน โดย IVF ก็คือเทคโนโลยีปฏิสนธิภายนอกคือการให้เชื้ออสุจิและไข่ปฏิสนธิกันภายนอกร่างกาย หรือการปฏิสนธิในห้องทดลองที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นผู้ควบคุมดูแล

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) จะเริ่มจากการกระตุ้นไข่ ด้วยการฉีดฮอร์โมนในวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน และติดตามผล จากนั้นแพทย์จะทำการเก็บไข่ เมื่อไข่เจริญเติบโตจนได้ขนาดตามต้องการ ขณะเดียวกันฝ่ายชายก็จะต้องเก็บอสุจิใส่ภาชนะที่แพทย์เตรียมให้ และแพทย์จะคัดแยกอสุจิที่สมบูรณ์ เพื่อนำมาผสมกับไข่ในห้องทดลอง แล้วทำการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนต่อไป เมื่อตัวอ่อนเจริญตามที่แพทย์ต้องการ ก็จะต้องทำการย้ายตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก ตามขั้นตอน

ขั้นตอนการทำ IVF

 

  1. กระตุ้นไข่ ด้วยการฉีดฮอร์โมนในวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน
  2. แพทย์ทำการเก็บไข่ เมื่อไข่เจริญเติบโตจนได้ขนาดตามต้องการ
  3. ฝ่ายชายเก็บอสุจิใส่ภาชนะที่แพทย์เตรียมให้
  4. แพทย์จะคัดแยกอสุจิที่สมบูรณ์ มาผสมกับไข่ในห้องทดลอง
  5. เพาะเลี้ยงตัวอ่อนต่อไป
  6. เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตเหมาะแล้ว แพทย์ทำการย้ายตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก

 

IVF เหมาะกับใครบ้าง?

 

  • ฝ่ายหญิงที่มีปัญหาในมดลูก เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ท่อนำไข่อุดตันหรือถูกทำลาย หรืออาจมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน รวมถึงผู้ที่มีภาวะไม่ตกไข่หรือไข่ตกช้า
  • ฝ่ายชาย มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของอสุจิ อาทิ มีจำนวนน้อย มีรูปร่างผิดปกติ หรืออสุจิเคลื่อนที่ได้ช้า เป็นต้น

 

จะเห็นว่า IVF ค่อนข้างครอบคลุมในเรื่องของปัญหาผู้มีบุตรยาก แต่หลายครั้งก็ไม่สามารถสานฝันคนที่อยากมีบุตรได้สำเร็จเช่นกัน ทำให้ต้องหันไปพึ่งทางเลือกอื่นที่ดีกว่า โดยในผู้ที่มีบุตรยาก ถ้าหากทำ IVF ไม่สำเร็จ 3 ครั้ง ก็ควรทำเด็กหลอดแก้วด้วยเทคนิคพิเศษ (ICSI) แทน

 

ICSI คืออะไร?

 

ICSI หรืออิ๊กซี่ คือเทคโนโลยีการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก ในลักษณะของเด็กหลอดแก้วเช่นกัน แต่ IVF เป็นการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีปกติ ส่วน ICSI เป็นเทคนิคพิเศษ ซึ่งควรทำเมื่อใช้วิธี IVF 3 ครั้งแล้วยังไม่ได้ผล โดยในการทำ ICSI แพทย์จะทำการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดด้วยกล้องจุลทรรศน์ จากนั้นจะฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ แล้วนำไข่ที่ผสมกับอสุจิตัวนั้นแล้วไปไว้ในห้องปฏิบัติการ 3-5 วัน จากนั้นติดตามผลจนเจริญเป็นตัวอ่อน ก็จะถูกนำไปฝังในมดลูก เพื่อเจริญเติบโตในครรภ์ตามลำดับ

 

ขั้นตอนการทำ ICSI

 

  1. กระตุ้นไข่ ด้วยการฉีดฮอร์โมน
  2. ติดตามการตกไข่ เพื่อรอให้ไข่สมบูรณ์ ซึ่งจะทำโดยการเจาะเลือดและอัลตราซาวด์
  3. เมื่อไข่สมบูรณ์แล้ว แพทย์จะเก็บอสุจิของฝ่ายชาย
  4. แพทย์คัดเลือกอสุจิที่สุด ฉีดเข้าไปผสมกับไข่โดยตรง (ไม่ได้ปล่อยให้ปฏิสนธิเองอย่าง IVF)
  5. เมื่อไข่ได้รับการผสมแล้ว จะถูกนำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติ
  6. ติดตามผลจนกว่าจะเจริญเป็นตัวอ่อน (ประมาณ 3-5 วัน) ระหว่างนั้นสามารถทำตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมได้ (ข้อดีของการทำ ICSI)
  7. เมื่อไข่เจริญเป็นตัวอ่อน จะถูกนำไปฝังในโพรงมดลูก เพื่อเจริญเติบโตในครรภ์ของฝ่ายหญิง

 

ICSI เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ตั้งครรภ์อายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีแนวโน้มสูงที่ลูกจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรม
  • ผู้ที่มีประวัติความผิดปกติทางพันธุกรรมของเด็กในขณะตั้งครรภ์
  • ผู้ที่เคยแท้งอย่างน้อย 3 ครั้งติดต่อกัน
  • ผู้ที่ทำ IVF แล้วไม่สำเร็จใน 3 ครั้งขึ้นไป
  • ผู้ที่ทำการแช่แข็งไข่เอาไว้ (Frozen eggs)
  • คู่สมรสที่มีพาหะโรคทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้
  • ฝ่ายชายมีอสุจิอ่อนแอ มีรูปร่างผิดปกติ มีจำนวนตัวอสุจิน้อยเกินไป (น้อยกว่า 2 ล้านตัว/มิลลิลิตร) หรืออสุจิเคลื่อนไหวได้น้อย รวมถึงมีความผิดปกติในการหลั่งอสุจิ แล้วย้อนกลับเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ

 

ทำไม ICSI ถึงมีโอกาสมากกว่า IVF?

เหตุผลที่ควรทำ ICSI หลังจากที่ทำ IVF ไม่สำเร็จ ก็เพราะ ICSI ช่วยให้มีโอกาสตั้งครรภ์มากกว่า ซึ่งความแตกต่างระหว่าง 2 เทคนิคคือ IVF ปล่อยให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันเองในจานทดลอง แต่ ICSI เป็นการเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดฉีดเข้าไปผสมกับไข่โดยตรง ไม่ได้ปล่อยให้ปฏิสนธิกันเอง จึงทำให้ ICSI มีโอกาสมากกว่า โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาเรื่องอสุจิไม่แข็งแรง

 

ข้อควรปฏิบัติหลังทำ ICSI

  • ฝ่ายหญิงควรพักผ่อนมากๆ
  • ฝ่ายหญิงไม่ควรทำงานหนัก เช่น ออกกำลังกายแบบหักโหม หรือยกของหนัก
  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด
  • งดรับประทานยานอกเหนือจากแพทย์สั่ง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • หากมีอาการผิดปกติ รีบมาพบแพทย์ทันที

สรุปได้ว่าถ้าหากทำ IVF ไม่สำเร็จ หรือที่เรียกว่าทำเด็กหลอดแก้วแบบปกติแล้วไม่สำเร็จ ควรทำเด็กหลอดแก้วด้วยเทคนิคพิเศษ (ICSI) ต่อไป เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ที่สำเร็จให้สูงขึ้น ทั้งนี้นอกจาก ICSI ก็ยังมีเทคนิคพิเศษอื่นๆ ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ด้วย 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: