Biznews

ถึงเวลากำหนดวาระแห่งชาติ! หยุดปัญหา’เอสเอ็มเอส-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ลวงโลก’

ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการหลอกลวงเอสเอ็มเอส และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งทำร้ายไม่เฉพาะเศรษฐกิจของประเทศ แต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของเหยื่อ บางรายถึงขั้นล้มละลาย หรือฆ่าตัวตาย ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลหลักยังล้าหลังไม่สามารถเท่าทันกลลวง ไม่สร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ และไม่รวมพลังกันขับเคลื่อนการป้องกันภัยให้ประชาชนได้อย่างพอเพียง

ผศ.ดร. เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันที่ 2 เมษายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันตรวจสอบข่าวลวงโลก การเปิดเวทีครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญที่จะสร้างความตระหนักให้คนไทยรู้ทันมิจฉาชีพในยุคดิจิทัล โดยเชื่อว่าการร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค, แอปพลิเคชัน Who’s Call และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในครั้งนี้ จะช่วยรณรงค์ให้ความรู้เพื่อคุ้มครองป้องกันผู้บริโภคไทย ทั้งยังแสดงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงพลังภาคพลเมืองที่ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ด้านสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า ปัญหามิจฉาชีพยุคดิจิทัลและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นมากในปัจจุบันนั้น ทำให้สภาองค์กรของผู้บริโภคต้องการขับเคลื่อนปัญหาดังกล่าวให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะเป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าขั้นวิกฤติ  โดยมีข้อมูลของลูกค้าองค์กรระดับชาติและระดับโลกทั้งภาครัฐและเอกชนหลุดออกมา รวมถึงการที่หลายองค์กรนำข้อมูลของลูกค้าออกมาขาย ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ให้เห็นอยู่ทุกวัน แม้ว่าโลกดิจิทัลจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย แต่ก็นำมาซึ่งการหลอกลวง ฉ้อโกงได้เช่นกัน ดังนั้น การร่วมมือกับหลายภาคส่วนในเวทีเสวนาครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะระดมความคิดเพื่อเร่งแก้ปัญหามิจฉาชีพเหล่านี้ให้ได้อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ จากการสำรวจของฝ่ายนโยบายและนวัตกรรมของสภาองค์กรของผู้บริโภค เมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 – เดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,130 คน สามารถสรุปคำนิยามของปัญหาเอสเอ็มเอสในปัจจุบันออกเป็น 3 รูปแบบ ประกอบด้วย หนึ่ง เอสเอ็มเอสกวนใจหรือการได้รับเอสเอ็มเอสบ่อยครั้งทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สอง เอสเอ็มเอสกินเงินหรือการรับเอสเอ็มเอสหรือสมัครสมาชิกโดยไม่รู้ตัว และสาม เอสเอ็มเอสหลอกลวงหรือการได้รับเอสเอ็มเอสแอบอ้างที่ส่งมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและมักแอบอ้างหน่วยงานใหญ่ ๆ ทั้งภาครัฐและอกชน ที่มักมาในรูปแบบเอสเอ็มเอสให้กู้เงินหรือการแจ้งสถานะบัญชี รวมถึงการชักชวนให้เล่นการพนัน

 

นอกจากนี้ที่พบบ่อยครั้งคือการกดดันให้ผู้บริโภคตอบรับซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสูญเสียข้อมูลความเป็นส่วนตัวหรือทรัพย์สิน การสำรวจยังระบุอีกว่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ผู้บริโภคมักเจอกับปัญหาเอสเอ็มเอสมากที่สุดคือ เอไอเอส ร้อยละ 51.6 ตามมาด้ายทรู ร้อยละ 36.3  ตามมาด้วยดีแทค ร้อยละ 31.3 และเอ็นที ร้อยละ 2.4

โดยปัญหาเอสเอ็มเอสกวนใจหรือกินเงินมักนำเสนอมาในรูปแบบการเสนอข่าวสารหรือข้อมูลดูดวงที่มีการรียกเก็บค่าบริการ ในส่วนของเอสเอ็มเอสหลอกลวงก็มักแจ้งว่าได้รับรางวัลหรือเชิญชวนให้ลุ้นโชคส่งผลให้เกิดการเสียทรัพย์สิน รวมไปถึงการนำข้อมูลส่วนตัวไปทำการเผยแพร่ ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนวิตกกังวล รวมถึงการสร้างความอับอายด้วย

สำหรับวิธีการแกัปัญหาของผู้บริโภคในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 วิธี หนึ่งคือการกด *137 ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่ายุ่งยากและใช้เวลา รองลงมาคือการติดต่อคอลเซ็นเตอร์เพื่อแจ้งหน่วยงานรับเรื่องการร้องเรียนของแต่ละองค์กร และวิธีสุดท้ายคือร้องเรียนสายด่วน กสทช. ซึ่งผู้บริโภคมากถึงร้อยละ 52.6 ที่ไม่พอใจกับการติดต่อผ่าน 3 ช่องทางดังกล่าว โดยผู้บริโภคเห็นพ้องกันว่า กสทช. ควรเข้ามามีบทบาทกำกับดูแลผู้ให้บริการเครือข่ายทุกรายอย่างเข้มงวด ในทางกลับกันก็ต้องการให้สภาองค์กรของผู้บริโภคควรจัดทำข้อเสนอต่อ กสทช. ให้กำหนดแนวทางแก้ไขพร้อมเสนอมาตรการกำกับดูแลและเสนอให้เร่งบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์บริโภคผู้บริโภคแบบเบ็ดเสร็จของสภาองค์กรของผู้บริโภคได้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นว่า มิจฉาชีพยุค 5G มักใช้ความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีเพื่อหลอกเอารหัส OTP ไปใช้ทำธุรกรรมด้านการเงิน จนทำให้กระทบถึงข้อมูลเครคิตบูโรซึ่งจะกระทบต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ด้านปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างเหตุพัสดุตกค้าง ที่ผ่านมาสภาองค์กรของผู้บริโภคได้พยายามประชาสัมพันธ์เบอร์มิจฉาชีพที่ควรเฝ้าระวังให้ผู้บริโภคได้ทราบเป็นระยะ เนื่องจากมิจฉาชีพปัจจุบันได้ดำเนินการในรูปแบบองค์กรและมีศูนย์คอลเซ็นเตอร์อยู่ในต่างประเทศทำให้ยากที่จะติดตาม ซึ่งพบว่าเงินที่ถูกหลอกให้โอนไปที่บัญชีม้านั้นจะถูกโอนต่อไปยังบัญชีอื่นภายใน 15 วินาทีเท่านั้น และจะถูกโอนไปอีกหลายชั้นเพื่อให้ยากต่อการตรวจสอบ บางรายไปจบที่การนำเงินเหล่านั้นไปใช้ซื้อบิทคอยน์ ทำให้โอกาสที่จะได้รับเงินคืนนั้นเป็นเรื่องที่ยาก

ดังนั้นจึงแนะนำให้ก่อนทำการโอนเงินผู้บริโภคควรเข้าไปตรวจสอบบัญชีปลายทางได้ที่เว็บไซต์ Blacklistseller ศูนย์กลางการตรวจสอบการฉ้อโกงออนไลน์ เช็คชื่อและเลขบัญชีก่อนซื้อขายเพื่อป้องกันการโดนโกง หากผู้บริโภคถูกหลอกจากลุ่มมิจฉาชีพก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ หรือจะเลือกดำเนินการผ่านระบบออนไลน์คดีอาชญากรรมทางทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยผู้เสียหายต้องรีบดำเนินการภายใน 3 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มโอกาสในการอายัดบัญชีลดความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์

สำหรับรวมสถิติการเกิดอาชญากรรมโลกไซเบอร์ ณ ปัจจุบัน ฐิตินันท์ สุทธินราพรรณ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Gogolook ประเทศไทย บริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชันฮูส์คอลล์ (Whoscall) กล่าวถึงรายงานเกี่ยวกับภาพรวมมิจฉาชีพออนไลน์ในไทยและมุมมองปัญหาดังกล่าวจากทั่วโลกว่า ตลอดปี 2563 – 2564 ประเทศไทยมียอดโทรศัพท์หลอกลวงเพิ่มสูงถึงร้อยละ 270 ในขณะที่ยอดเอสเอ็มเอสหลอกลวงมีปริมาณเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 57 โดยรูปแบบการหลอกลวงจะมาในหลากหลายแบบ อาทิ หลอกให้ลงทุน หลอกว่ามีงานให้ทำ หลอกปล่อยเงินกู้ เป็นต้น ซึ่งส่วนนี้ผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันชันฮูส์คอลล์ที่ช่วยระบุเบอร์โทรที่ไม่รู้จักว่ามีการเกี่ยวพันกับการหลอกลวงหรือไม่ก่อนรับสาย โดยเบอร์มิจฉาชีพเหล่านั้นจะถูกผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันฮูส์คอลล์ส่งเบอร์หลอกลวงเหล่านั้นเข้ามารายงานเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภครายอื่น ๆ ต่อไป

 

 

 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นการถูกหลอกจากมิจฉาชีพเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตื่นตัวโดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องเร่งมือในการแก้ไขปัญหาให้มากยิ่งขึ้น จริง ๆ แล้วไทยมีความพร้อมในการรับมือทั้งด้านนโยบายของรัฐและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จากการศึกษานโยบายภาครัฐและนโยบายสาธารณะของประเทศอื่น ๆ ที่จัดทำภายใต้ความร่วมมือของสภาองค์กรของผู้บริโภคและโคแฟค ประเทศไทย เกี่ยวกับปัญหาการส่งข้อความสั้นหรือโทรศัพท์ที่ไม่พึงประสงค์ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและสร้างความรำคาญให้แก่ผู้บริโภค พบว่ามีสาเหตุการเกิด 2 กรณี คือกรณีการส่งข้อความแบบไม่ตั้งใจหรือเกิดจากความเข้าใจผิด กับอีกกรณีที่กลุ่มมิจฉาชีพมีความตั้งใจกระทำเพื่อหวังผลประโยชน์โดยมิชอบ

จากการศึกษากรณีของหน่วยงานที่ดำเนินงานคล้ายกับ กสทช. ในประเทศออสเตรเลียหรือ ACMA (The Australian Communications and Media Authority) พบว่า มีการการควบคุมระบบการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบโทรศัพท์เป็นการเฉพาะ ซึ่งจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้รับเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ส่งข้อความและหากไม่ทำตามข้อกำหนดผู้บริโภคมีสิทธิที่จะร้องมาที่ ACMA ได้ทันที ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจนในไทย จึงอยากเสนอให้ กสทช. พิจารณาดำเนินการให้ครอบคุลมทั้งรูปแบบข้อความและการโทรผ่านมือถือเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังควรเพิ่มระบบเทคโนโลยีเพื่อเฝ้าระวังการหลอกลวงและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของภาคเอกชนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและทันท่วงที

โดยเฉพาะการปรับปรุงขั้นตอนการร้องเรียนให้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้นเมื่อผู้บริโภคต้องการเข้าถึงความช่วยเหลือต่าง ๆ เพราะจุดอ่อนของระบบของไทยคือการทำงานแยกส่วนทำให้ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นทำให้เป็นการเปิดช่องให้กลุ่มมิจฉาชีพมีเวลาในการหลบเลี่ยงการถูกจับกุม ซึ่งการจะทำให้เกิดระบบูรณาการในประเด็นนี้ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางระบบที่สามารถทำงานร่วมกับเพื่อผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน มีธรรม ณ ระนอง รองผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กล่าวว่า ปัญหาการหลอกลวงผ่านระบบออนไลน์ ถือเป็นสิ่งที่เอ็ตด้าให้ความสำคัญและพยายามผลักดันเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2559 เอ็ตด้าได้ตั้งศูนย์ 1212 เพื่อรับการร้องเรียนจากผู้บริโภคเรื่องการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ไม่เป็นธรรม โดยในปีที่ผ่านมามีกรณีร้องเรียนสูงกว่า 50,000 รายทำให้เราเห็นว่าแนวโน้มของการฉ้อโกงออนไลน์มีเพิ่มขึ้นทุกขณะทั้งยังมีมูลค่าการฉ้อโกงที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกันจากเหยื่อในหลากหลายกลุ่ม โดยกลุ่มเปราะบางจะเป็นกลุ่มเยาวชนและผู้สูงอายุ

“บทบาทของเอ็ตด้ามีหน้าที่หลักคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริโภคอย่าใช้ความโลภเป็นเหตุผลในการตัดสินใจเพราะอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่าย นอกจากนี้ ยังได้ทำงานเชิงบูรณาการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภค และสุดท้ายคือการพัฒนาแพลตฟอร์มรับเรื่องร้องเรียน 1212 ซึ่งต้องมีการปรับรูปแบบอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2566 เอ็ตด้าวางแผนที่จะพัฒนาระบบในการการติดตามความเคลื่อนไหวของเนื้อหาและประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการฉ้อโกงผู้บริโภค (social listening) และการดำเนินงานเชิงรุกเพราะถ้าไม่เร่งปรับตัวก็จะตามไม่ทันกลุ่มมิจฉาชีพ พร้อมทั้งสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วย และอยากให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหารือกันเพื่อแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ เมื่อเราสามารถลดโอกาสของกลุ่มมิจฉาชีพได้แล้วเชื่อว่าความดึงดูดใจให้ฉ้อโกงก็จะเริ่มลดลง” มีธรรม ระบุ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: