Biznews

ถึงคิวร้านอาหารจีน “ซีอาร์จี”ปั้นแบรนด์ “เกาลูน” เสริมพอร์ต

ยืนหนึ่งในธุรกิจอาหารมาหลายทศวรรษสำหรับ Chain Restaurants รายใหญ่ในไทยอย่าง “CRG” (Central Restaurants Group) ในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป ที่หลังๆ  งัดกลยุทธ์เติมเต็มแบรนด์ร้านอาหาร ภายใต้ยุทธศาสตร์ธุรกิจ “Multi-large Brand Portfolio” นั่นคือ การลงทุนสร้างแบรนด์ขึ้นเอง หรือแม้แต่ใช้โมเดลซื้อกิจการ หรือร่วมทุนพันธมิตรในธุรกิจร้านอาหารด้วยกัน 

แม้ว่าจะกุมความได้เปรียบค่อนข้างมาก แต่ทว่า CRG ยังคงไม่หยุดเดินหน้าท้าชน ปัจจุบันแบรนด์ร้านอาหารของกลุ่ม CRG มีแบรนด์ 13 แบรนด์ กว่า 900 สาขา ได้แก่

 มิสเตอร์ โดนัท (Mister Donut) เปิดสาขาในไทยในปี 1978

 เคเอฟซี (KFC) โดย CRG เป็นหนึ่งในผู้ได้สิทธิ์ทำตลาดและขยายสาขาในไทย มาตั้งแต่ปี 1984

– อานตี้ แอนส์ (AUNTIE ANNE’S) เปิดสาขาแรกในไทยปี 2004

– เปปเปอร์ ลันช์ (Pepper Lunch) ได้ลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น นำเข้ามาเปิดในไทยปี 2007

– ชาบูตง (Chabuton) เริ่มต้นเปิดในไทยปี 2010

– โคล สโตน ครีมเมอรี่ (Cold Stone Creamery) จากอเมริกา นำเข้ามาเปิดสาขาในไทยเมื่อปี 2010 \

– เดอะ เทอเรส (The Terrace) ร้านอาหารไทยสไตล์ Casual Dining

– โยชิโนยะ (Yoshinoya) ร้านอาหารข้าวหน้าญี่ปุ่น เปิดในไทยปี 2011

– โอโตยะ (Ootoya) ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นความเป็น Homemade Style เปิดในไทยปี 2011

– เทนยะ (Tenya) ร้านข้าวหน้าเทมปุระ เปิดให้บริการครั้งแรกในไทยปี 2013

– คัตสึยะ (Katsuya) ร้านเมนูทงคัตสึ นำเข้ามาเปิดในไทยปี 2014

– เฟซท์ (Fezt) แบรนด์ไอศกรีมพรีเมียม

– ร้าน “อร่อยดี” ร้านอาหารสไตล์สตรีทฟู้ด

 

ล่าสุด เปิดแบรนด์ลำดับที่ 13  ภายใต้แบรนด์ “ซอฟท์แอร์” ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ และไม่หยุดเพียงเท่านั้น ยังคงมองหาและพัฒนาแบรนด์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์ที่ลงทุนสร้างเองซึ่งปัจจุบัน มี 3 แบรนด์แล้วคือ เดอะเทอเรส , อร่อยดี และ ล่าสุดคือ ซอฟท์แอร์ สาขาแรกสยามเซ็นเตอร์ เมื่อเดือนต้นตุลาคมที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น สเต็ปที่น่าจับตามองสำหรับค่ายนี้ที่เรียกว่าเสือซุ่มก็ว่าได้คือ การเตรียมเผยโฉมแบรนด์ลำดับที่ 14 ภายใต้การปลุกปั้นของบริษัท โดยใช้ชื่อ “เกาลูน” แบรนด์ร้านอาหารจีนประเภท ติ่มซำ ซาละเปา ขนมจีบ ซึ่งเตรียมปักหมุดสาขาแรกที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ในเดือนธันวาคมนี้ จุดเด่นคือ การใช้เชฟระดับภัตตาคารจีนจาก “ไดนาสตี้” ในเครือโรงแรมเซ็นทารา ซึ่งปัจจุบันมี 2 สาขาคือ โรงแรมเซ็นทรัล ลาดพร้าว และเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมพัฒนาสูตร

นอกจากนี้ ซีอาร์จี ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาแบรนด์อาหารอีกเพียบ โดยเฉพาะอาหารที่เน้นสุขภาพ อาทิ  ร้านสุกี้ยากี้ ร้านสลัด ซึ่งเตรียมทยอยเปิดตัวในปีถัดไป

สำหรับแบรนด์น้องใหม่แกะกล่องอย่าง  ซอฟท์แอร์ ซีอาร์จีใช้เวลาพัฒนามากว่า 2 ปี โดยเล็งเห็นโอกาสทางการตลาดที่มีช่องว่างจากการที่ผู้เล่นไม่มาก แม้ว่าจะมีเจ้าใหญ่อย่างแดรี่ควีนครองตลาดเกินครึ่งอยู่ก็ตาม

ปิยะพงศ์ จิตต์จำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด เปิดเผยว่า ซีอาร์จี เร่งขยายพอร์ตให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเข้าไปอยู่ในทุกโอกาสการบริโภค ทั้งมื้อหลัก และมื้อว่างในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยเน้นการสร้างแบรนด์ใหม่ ด้วยการพัฒนาแบรนด์ให้เป็นของเราเอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ

 

สำหรับแบรนด์ “ซอฟท์แอร์” นี้เป็น แบรนด์ไอศกรีมในรูปแบบซอฟท์ครีม ที่ชูจุดเด่นด้านวัตถุดิบ โดยเน้นคัดสรรวัตถุดิบจากหลากหลายแหล่งผลิต ที่ขึ้นชื่อในแต่ละประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรสชาติความอร่อย เข้มข้นเข้าถึงรสชาตินั้นๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 6 รสชาติ ได้แก่ Normandie Milk, California Strawberry, Brussels Choco, Shizuoka Matcha, Okinawa Purple Potato, Chanthaburi Mhonthong เช่น ซอฟท์ครีมรส Brussels Choco ที่มีส่วนผสมจากผงโกโก้แท้จากเบลเยี่ยม ทำให้ซอฟท์ครีมมีความหวานมัน มีความเข้มข้นของช็อกโกแลต ในราคาที่เป็นมิตรเพียง 35.- อีกทั้งยังเลือกรับความอร่อยได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ Soft World Waff , Soft World Holidae เป็นต้น

ทั้งนี้ ได้วางกลยุทธ์การเปิดร้านไว้ 2 รูปแบบคือ คีออสที่เน้นห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ราคาเริ่มต้น 25 บาท ลงทุนสาขาละเกือบ 1 ล้านบาท และรูปแบบที่สองคือ คีออสที่เน้นเจาะเข้าไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้งเทสโก้โลตัส และบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ราคาเริ่มต้น 19 บาท ลงทุนสาขาละประมาณ 4-5 แสนบาท โดยทั้งสองรูปแบบจะมีขนาดพื้นที่ร้าน 15-20 ตารางเมตร รวมทั้งมีแผนเปิดขายแฟรนไชส์ในปีหน้าซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดสาขาใหม่ราว 6-10 สาขาเป็นอย่างน้อย

ปัจจุบัน ตลาดไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท มีแดรี่ควีน เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 70-80% ตามด้วยเคเอฟซีและแมคโดนัลด์ ขณะที่ ซอฟท์แอร์วางเป้าหมาย 5 ปีนับจากนี้ จะขยายสาขาได้ไม่ต่ำกว่า 100 สาขา เป็นรูปแบบแฟรนไชส์ 50% และบริษัทเปิดดำเนินการเอง 50% วางเป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งไม่ต่ำกว่า 10% จากตลาดไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ ที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาทในอีก 5 ปีนับจากนี้

“เนื่องจากซีอาร์จี เรามีโรงงานผลิตไอศกรีมเป็นของตัวเอง มีทีมงานสรรหาวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยมชนิดต่างๆจากทั่วโลกอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดไอเดียในการนำของดีของอร่อยมาเสิร์ฟให้กับลูกค้าของเราได้ในราคาสมเหตุสมผล เราจึงใช้ทำการศึกษาค้นคว้า คิดสูตรและปรับอุปกรณ์เครื่องมือในการผลิตซอฟท์ครีม ใช้เวลาประมาณปีกว่าๆ จนสำเร็จออกมาเป็น “ซอฟท์แอร์” สายการบินที่จะนำรสชาติความสุขจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในโลก มารวมกันเพื่อเสิร์ฟให้ลูกค้า”

 

กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 18-29 ปี อาศัยอยู่ในกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่ มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการท่องเที่ยว ชอบทดลองและสัมผัสอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อสร้างสีสันให้กับชีวิต จึงประเดิมเปิดสาขาแรกที่สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 2 (Food factory ฝั่งทางเชื่อม Siam Discovery) โดยรูปแบบร้านได้มีการออกแบบร้านเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ที่จะพาทุกคน Fly you to the soft cream world สัมผัสความสุขสุดซอฟท์จากรอบโลก โดยยกเครื่องบินทั้งลำมาแลนดิ้งความอร่อยกันแบบจัดเต็ม เพื่อสร้างแลนด์มาร์ก และสร้างการจดจำให้กับลูกค้า ซึ่งรูปแบบร้านออกแบบเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โซน Check-in และ โซน Landing
– โซน Check-in : เป็นจุดที่ให้ลูกค้าสั่งซอฟท์ครีม โดยจะมีพนักงานสาวสวยคอยต้อนรับเป็นอย่างดี เสมือนเป็นส่วนที่นักท่องเที่ยวเตรียมตัว Check-in ก่อนออกเดินทาง
– โซน Landing : หลังจากที่ลูกค้าได้รับซอฟท์ครีมแล้ว สามารถนั่งรับประทานซอฟท์ครีมเพื่อสัมผัสรสชาติเข้มข้น เสมือนเครื่องกำลังแลนด์ดิ้งลงสู่เมืองของรสชาตินั้นๆ เช่น California Strawberry, Brussels Choco, Shizuoka Matcha, Okinawa Purple Potato, Chanthaburi Mhonthong เป็นต้น
ในอนาคตแบรนด์ซอฟท์แอร์มีแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้น โดยจับมือร่วมกันกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง อาทิ ศูนย์การค้า และ Hyper Market ต่างๆ เพื่อเร่งขยายสาขาและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้นรวมถึงการเปิดแฟรนไชส์ เพื่อแตกทำเลใหม่ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนร่วมกัน โดยตั้งเป้าขยายสาขากว่า 100 สาขาภายใน 5 ปี

 

“ในปัจจุบันถึงแม้ไอศกรีมจะไม่ใช่อาหารหลักที่ต้องกินทุกมื้อ แต่ก็เป็นของกินเล่นที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเมืองไทยที่เป็นเมืองร้อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจไอศกรีมในบ้านเรามีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากกล่าวถึงไอศกรีมในประเทศไทยเราคงเห็นกันอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น แบบไม่มีแบรนด์ที่ขายทั่วไป, แบบ Local Brand, แบบแบรนด์ที่อยู่ในห้างแบบ Mass และแบบพรีเมี่ยมแบรนด์ ซึ่งทั้งหมดนั้นมีมูลค่ารวมมากกว่า 13,000 ล้านบาท หรือเติบโต 8% ต่อปี และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย Single Digit ทุกๆปี จึงทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการต่อยอดตลาดไอศกรีมให้มีมูลค่ามากยิ่งขึ้น” คุณปิยะพงศ์กล่าวในตอนท้าย

 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: