Columnist

ถามหาความรับผิดชอบต่อสังคม!! ก่อนจะกลับไป “ล็อคดาวน์” อีกครั้ง

มีคำถามที่หลายคนคงสงสัยว่า เพเราะเหตุใดคนไทยที่ติดเชื้อโควิด-19 ลักลอบเข้าประเทศ ถึงได้ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมจนสร้างความตื่นตระหนกไปทั้ง จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย

หลังจาก 30 พ.ย.พบผู้ป่วย 2 รายที่ จ.เชียงราย เป็นผู้หญิงอายุ 26 ปีและ 23 ปี และล่าสุดพบเพิ่มเมื่อช่วงเช้าวันที่ 1ธ.ค. เป็นหญิงไทยอายุ 25 ปี ทั้งหมดติดเชื้อโควิดมาจาก อ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา และทำงานในสถานที่เดียวกัน

แม้ไม่อยากซ้ำเติมกับความผิดพลาด แต่อย่างน้อยการกล่าวถึงก็ควรต้องให้เป็นบทเรียนกับผู้ที่คิดจะนำเชื้อเข้ามาติดต่อกับคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย เพราะผลกระทบที่ตามมานั้นอาจทำให้เศรษฐกิจทั้งในระดับจังหวัดและประเทศต้องหยุดชะงักอีกครั้ง

 

สังคมนี้ควรจะเข็ดหลาบกับความฝืดเคืองจากช่วงล็อคดาวน์ และผู้ที่ฝ่าฝืน เห็นแก่ความสนุก สะดวก สบาย จนทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ควรได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

ประเด็นที่จะกล่าวถึงคือ 1.การไปทำงานที่เมียนมาของคนไทยทั้งๆที่สถานการณ์การแพร่ระบาดเข้าขั้นวิกฤต 2.การข้ามพรมแดนธรรมชาติไป-กลับ และ 3.การสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมในอนาคต

หญิงไทยกลุ่มนี้เข้าไปทำงานในโรงแรม 1G1-7Hotel ซึ่งมีสถานบันเทิงอยู่ข้างใน แล้วติดเชื้อจากชาวเมียนมามีอาการป่วยก่อนจะกลับไทย โดยที่ผ่านมาก็ข้ามเขตทางฝั่งแม่สาย จ.เชียงราย เพื่อไปทำงานบริการ ตั้งแต่ 5,7,19,15 วัน และ 1 เดือน เมื่อกลับเข้ามาฝั่งไทย ด่านก็หละหลวมตรวจบ้างไม่ตรวจบ้าง ก็กล่าวกันว่ามีสาวไทยไปทำงานหลายร้อยคน เมื่อกลับมาไทยมีเงินหลักแสนบาท บ้างก็เที่ยวต่อหรือหางานทำต่อที่ไทยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บ้างก็กลับไปเมียนมาเพื่อหาเงินอีก

 

ถ้าไม่ติดโควิดจนเป็นข่าว หญิงไทยเหล่านี้ก็จะยังไปๆมาๆ

1 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ใน อ.ท่าขี้เหล็ก เป็นพนักงาน 1G1-7 มากถึง 46 ราย และมาจากพื้นที่อื่น 4 ราย

การข้ามพรมแดนธรรมชาติซึ่งเป็นแม่น้ำ โดยมีกลุ่มผู้รับจ้างช่วยเหลือการข้ามแม่น้ำเป็นเงิน 6,500 บาทต่อคน พอขึ้นฝั่งไทยได้ก็จะเป็นที่นาของชาวบ้าน ลัดเลาะตัดพื้นที่ออกมาก็จะมีรถที่คอยทำทีเหมือนชาวบ้านมาส่งที่คิวรถโดยสาร นั่งจาก จ.เชียงราย มายัง จ.เชียงใหม่

พรมแดนธรรมชาตินี่ไม่ใช่แค่ลักลอบเข้าง่ายนะครับ ถ้าจำ “เปรี้ยว หั่นศพ” สวยสยองก็ลักลอบออกประเทศทางพรมแดนธรรมชาติเช่นกัน การดูแลสอดส่องของเจ้าหน้าที่ก็ค่อนข้างจะยากเพราะมักหาโอกาสข้ามแดนในเวลาดึก เมื่อไม่ผ่านการตรวจสอบของด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็เข้าๆออกๆนั้นก็จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจน

น่าสงสัยมากว่าไปทำงานได้เงินหลักแสนบาท แต่ทำไมจึงเลือกจะไม่ผ่านด่านตรวจให้ถูกต้อง

เป็นเพราะการทำตามกฎหมายมีขั้นตอนและระเบียบราชการที่ชักช้า ? , เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเป็นปัญหาที่คนเหล่านี้ต้องการจะหลีกเลี่ยง ?

หรือหญิงไทยกลุ่มนี้สะดวกที่จะทำผิดกฎหมายเพื่อหลบหนีการตรวจสอบ ?

 

ประเด็นต่อมาคือ เมื่อกลับมายังฝั่งไทยและเดินทางไป จ.เชียงใหม่ กลับไม่กักตัวทั้งๆที่มีอาการป่วยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด ยังไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ไปร้านอาหาร เรียกแกร็บไปรับ-ส่ง และไปบาร์โฮสต์

เมื่อคุณมาจากพื้นที่ซึ่งมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก คุณควรไปรับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดที่โรงพยาบาลก่อนเพื่อความปลอดภัย

การออกไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ทำให้คนไทยหลายคนรู้สึกว่าพฤติกรรมนี้อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดแบบ Super Speader และหากเป็นเช่นนั้นขึ้นมาจนต้องปิดจังหวัดห้ามเดินทางเข้าออก พร้อมกับประกาศล็อคดาวน์คนอื่นๆไม่สามารถทำมาค้าขายได้

คุณจะรับผิดชอบกับผลกระทบที่ตามมาไหวหรือ ?

แค่ไปทำงานที่เมียนมาแบบผิดกฎหมาย กลับมาประเทศไทยก็ลักลอบเข้า แล้วยังไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมอีก การกระทำที่ผ่านมานอกจากจะไม่ยกการ์ดป้องกันอะไรเลย ยังเหมือนตั้งใจจะเป็นผู้แพร่เชื้อให้ติดต่อในคนไทยด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกที่จะถูกกระหน่ำด่าจากทั่วสารทิศ

ถ้ามีใครทำอย่างนี้บ่อยๆ ต่อให้คนในสังคมไทยตั้งการ์ด ระมัดระวังมากแค่ไหน แต่ปรากฏว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เดินปะปนกับคนทั่วไปในทุกสถานที่ท่องเที่ยว โอกาสที่คนอื่นจะติดเชื้ออย่างไม่ทันได้ระวังก็มีสูง

 

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดจะไม่กลับมาอีกระลอกสอง แม้แพทย์โรงพยาบาลศิริราชจะออกมาคาดการณ์ว่าเดือน ม.ค.ปีหน้าจะเป็นช่วงที่การระบาดพีคแบบสุดๆทั่วโลก

ยังจำวันที่เราช่วยกันนับให้ประเทศไม่มีผู้ติดเชื้อโควิดเกิน 100 วันได้หรือเปล่าครับ

ทุกวันนี้ มีผู้ป่วยโควิดจากทุกสารทิศเข้ามาประเทศไทยเพื่อกักตัวในโรงแรมที่พักทางเลือก บางวันมีผู้ติดเชื้อมากถึง 21 ราย บางวันก็ 10 รายขึ้น

นโยบายรัฐบาลที่เอื้อให้ธุรกิจการดูแลผู้ป่วยในโรงแรมเสี่ยงอยู่แล้วครับ และไม่รู้ว่าตัวเลขที่รายงานกันทุกวันนี้เป็นตัวเลขผู้ป่วยจริงหรือเป็นแค่ตัวเลขที่รายงานจากด่านตรวจคนเข้าเมือง

หากไม่ช่วยกัน “รับผิดชอบต่อสังคม” เราจะกลับไปเดือดร้อนจนไม่มีจะกินกันอีกครั้งแน่ๆ

ถามตัวเองบ่อยๆครับว่า ยังอยากใช้ “ตู้ปันสุข” อีกหรือครับ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: