BiznewsColumnist

ถอด “คอซอง-ขาสั้น” 1 วัน ความสุขที่ “ชุดนักเรียน” ให้ไม่ได้

ถอด “คอซอง-ขาสั้น” 1 วัน

ความสุขที่ “ชุดนักเรียน” ให้ไม่ได้

โดย…ธนก บังผล

              ใครยังจำภาพตัวเองตอนเรียนหนังสือในวัยเด็กได้บ้างครับว่าต้องใส่ “ชุดลูกเสือ” กันวันไหน และมันจะเป็นเช้าที่วุ่นวายเพราะต้องตื่นมาประดับเครื่องหมาย ผูกผ้าพันคอ ติดอะไรต่างๆมากมายให้ถูกระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้า และมีบางครั้งที่เพื่อนร่วมชั้นบางคนลืมแต่งชุดลูกเสือมาโรงเรียน ถูกล้อให้อายไปทั้งวัน

              แต่บรรยากาศในรั้วโรงเรียนที่เรานึกถึงกันมากที่สุดก็คงเป็นการเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้า ภาพที่เต็มไปด้วยเด็กในชุดนักเรียนอยู่กันเต็มสนามหรือหน้าอาคารเรียน หากภาพเหล่านี้ถูกเปลี่ยนไปเป็นชุดไปรเวทตามสบายหลากสีสัน ก็ย่อมทำให้ความเคยชินกับการเป็นระเบียบแบบเดิมถูกเขย่า

              และเมื่อวันอังคารที่ 8 ม.ค. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ก็ปลดแอกระเบียบนั้นเป็นแห่งแรกเรียบร้อยแล้วครับ ด้วยการประกาศให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ทุกคนสามารถแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าปกติ หรือที่เรียกว่าไปรเวทมาเรียนได้ตามสมัครใจในทุกวันอังคาร เป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา หลังจากนั้นจะทำการประเมินว่ามีผลกระทบกับผลการเรียนหรือไม่ หากพบว่ามีผลเสียต่อการเรียนการสอนก็จะยกเลิกในเทอมถัดไป

              การแต่งกายที่อนุญาตให้ใส่มาโรงเรียนได้คือ สวมเสื้อคอกลม เสื้อเชิ้ตเเขนสั้น เสื้อยืดแขนยาว เสื้อเชิ้ตแขนยาว เสื้อโปโล เสื้อยีนส์ เสื้อตราโรงเรียนทุกประเภท กางเกงขายาว กางเกงยีนส์ กางเกงขาสามส่วน กางเกงขาสั้น กางเกงสแล็ค และยังสนับสนุนให้ใช้ผ้าขาวม้าด้วย

           แต่ไม่อนุญาตให้สวมเสื้อแขนกุด เสื้อขาด กางเกงเล กางเกงขาด กางเกงนอน รองเท้าแตะ รวมถึงเครื่องประดับอื่นๆ เช่น กำไลข้อมือ หรือการเจาะหู

         ที่น่าสนใจที่สุดคือแนวคิดนี้คณะครูโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนได้ตัดสินใจร่วมกัน มีผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้อนุมัติ และแม้ว่าจะมีศิษย์เก่าบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ทิศทางความเห็นของส่วนใหญ่เห็นด้วย และมีบางคนให้ความเห็นว่าโรงเรียนอื่นๆ น่าจะทำตาม

        เมื่อในแต่ละสัปดาห์มี วันที่นักเรียนสามารถแต่งกายชุดไปรเวทได้ ทางผู้อำนวยการโรงเรียนเชื่อว่าจะทำให้เด็กผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งการแต่งกายยังสะท้อนตัวตนของเด็กออกมาได้อย่างเต็มที่ ก็ทำให้อาจารย์ได้มองเห็นความแตกต่างของเด็กนักเรียนแต่ละคนแล้วนำเอาจุดด้อยมาพัฒนาเป็นความสามารถด้านต่างๆ

        เมื่อเด็กผ่อนคลายก็จะกล้าแสดงออกมากขึ้น และกลายเป็น “ความสุข”  ในการเรียน

       แนวคิดของผู้อำนวยการโรงเรียนมีความหัวก้าวหน้ามากนะครับ เพราะกรอบการปฏิบัติให้แต่งชุดนักเรียนเป็นระเบียบที่มีมานานมาก การเห็นว่ากรอบนั้นคือ “หน้ากาก” เดียวกันที่บังคับให้เด็กใส่มาเรียนจนทำให้เด็กไม่แสดงออกถึงความสามารถที่มี

        ในโลกยุคใหม่ การศึกษาเองก็ต้องปรับตัวให้วิธีการสร้างเด็กสอดคล้องกับสังคมทั้งหลักสูตรที่เพิ่มมากขึ้น ยากขึ้น โดยสิ่งที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ทดลองให้ใส่ชุดไปรเวทในวันอังคาร มองแล้วในการศึกษานี้น่าจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ถ้าถามตัวเด็กที่เป็นผู้เรียนเองก็คงอยากจะใส่ชุดธรรมดามาเรียนบ้างเป็นการเปลี่ยนความรู้สึกในการมาโรงเรียน หลังจากที่ต้องใส่ขาสั้นคอซองมาตลอด

          ความเป็นระเบียบเรียบร้อยนี่ละครับที่กลายเป็นภาระของผู้ปกครองเช่นกัน แม้ราคาจะไม่ได้แพงมากแต่เสื้อผ้าชุดนักเรียน รองเท้า กระเป๋า กางเกง ไหนต้องจะปักชื่อ ปักดาวแสดงชั้น ยิ่งเด็กมัธยมปลายโตเร็วอาจต้องเปลี่ยนชุดกันทุกปี ยังไม่นับชุดลูกเสือ ชุดเนตรนารี ชุดพละ เสื้อกีฬาสี เข็มกลัดต่างๆ ที่ต้องซื้ออยู่แล้ว ชุดนักเรียนคือการลงทุนของผู้ปกครองอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถการันตีได้ว่าในอนาคตเด็กจะประสบความสำเร็จชีวิต มีหน้าที่การงานทำที่ดี

            แต่ถึงอย่างนั้น ชุดนักเรียนคือชุดที่ปลอดภัยที่สุด เป็นชุดที่ได้รับสิทธิพิเศษในการโดยสารรถสาธารณะ และได้รับความคุ้มครองจากสังคม หากเกิดอุบัติเหตุหรือทะเลาะวิวาท ชุดนักเรียนจะสามารถระบุได้ทันทีว่าเป็นนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนอะไร

              ในขณะที่หลายคนเป็นห่วงว่าชุดทั่วไปนั้นมีความเป็นแฟชั่น เสื้อบางตัวมียี่ห้อราคาแพงทำให้เกิดการแข่งกันแต่งตัว หรือเด็กบางคนไปไกลมากเมื่อการใส่เสื้อตัวนี้สีต้องเข้ากับกระโปรง กางเกง มีรองเท้ากับกระเป๋าต้องคุมโทน

              ผมเชื่อว่าปัญหาการแต่งตัวตามแฟชั่นหรือใช้เสื้อผ้าแบรนด์เนมมาอวดกันที่โรงเรียนคงเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะเด็กในระดับชั้นมัธยมส่วนใหญ่ยังพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน ผมอ่านในเว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ ที่ไปสัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน “ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์” ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า

              “ปัจจุบันคำว่าเรียนดีมันไม่ใช่เรื่องไปพัฒนาสติปัญญาอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของไลฟ์สกิล เรื่องของความสามารถด้านอื่นๆ อีกด้วย คือคนที่เรียนเก่งวิชาการกับคนที่เรียนไม่เก่งสอบตก แต่เขาก็มีอนาคตที่ดีได้ นั่นคือนิยามคำว่าเรียนดีในสมัยใหม่ ดีในทางของตัวตนเขา ยกตัวอย่างคือหากมีเด็กที่แต่งตัวกันเพื่อแข่งแบรนด์เนม เราพบปัญหาทันทีในรายนักเรียนคนนั้น คุณครูก็สามารถปรับและแก้ไขได้”

              สรุปแล้วการที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ได้ทดลองให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทมาโรงเรียน 1 วัน ต่อสัปดาห์ เป็นการคิดและวางรูปแบบผ่านการประชุมจากคณะครูมาก่อนแล้ว ไม่ใช่เพื่อความสะดวกสบายของนักเรียนนะครับ แต่เป็นการตั้งเป้าหมายให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ถอดหน้ากากเปิดเผยตัวตน กล้าแสดงออก โดยมีครูที่ดูแลอยู่นั้นคอยชี้แนะพัฒนา “ตัวตน” ของเด็กในการสานต่อไปยังสังคมและการศึกษาระดับสูงขึ้น

              น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการทดลองเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ทางโรงเรียนวางไว้คือ ต้องการมุ่งสร้างศูนย์การเรียนรู้เป็นโรงเรียนแห่งความสุข

              ส่วนเรื่องที่มีคนคัดค้านบ้างนั้น ก็เป็นความเคยชิน ยึดติดอยู่กับชุดนักเรียน อยากให้นักเรียนแต่งตัวเรียบร้อยสมวัยไปเรียน ซึ่งถ้ามองในแง่การส้รางบรรยากาศในโรงเรียนให้แปลกใหม่ขึ้น แล้วผลประเมินพบว่าเด็กนักเรียนมีความสุขมากขึ้น

              ผมว่าก็น่าการใส่ชุดไปรเวทแม้เพียงวันเดียวก็น่าจะตอบโจทย์ของเด็กในปัจจุบันได้ดีนะครับ หากชุดนักเรียนไม่สามารถสร้างความสุขในโรงเรียน หรือทำให้เด็กอยากมาโรงเรียนได้เท่ากับชุดไปรเวท

             

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: