BiznewsColumnist

ถอดบทเรียนสื่อ​ “ผอ.กอล์ฟ-จ่าคลั่ง”

ถอดบทเรียนสื่อ​ “ผอ.กอล์ฟ-จ่าคลั่ง”
โดย “ธนก​ บังผล”
       17​ ชั่วโมงแห่งการรอคอยเป็นอันจบสิ้น​ หลังข่าวการ​ “จับตาย” จ่าทหารคลั่งปืนโหดบุกยิงผู้บริสุทธ์และเจ้าหน้าที่รวมมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด​ 25​ ราย
        แม้จะจบแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้ง​ แต่ถ้าถามผมว่า​ จ.ส.อ.จักรพันธ์​ ถมมา​ ควรถูกวิสามัญหรือเปล่า​ ก็คงต้องตอบตามตรงว่าควรด้วยประการทั้งปวง
      เนื่องจากก่อเหตุอุกฉกรรจ์ยิงคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไม่เกี่ยวข้องต้องเสียชีวิตไปหลายศพ​ ถ้าถูกจับเป็นก็ยิ่งกว่าละครแล้วครับ
       เขาทำให้ในสังคมไทยที่เคยมีรอยยิ้มต้องตื่นตระหนกอย่างที่สุด
      และแน่นอนว่าผู้ไม่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์อย่างเช่นผู้เป็นแม่ของจ่าคลั่งนายนี้ก็ไม่สมควรถูกสังคมตำหนิเช่นกัน
      แค่ลูกชายก่อเหตุก็ช้ำใจมากพอแล้ว
      เริ่มต้นปีคดีอาชญากรรมของไทยถูกจุดให้ตื่นตัวด้วยกรณี​ โจรปล้นร้านทองยิง3ศพ​ ซึ่งเหล่านักสืบไซเบอร์เกรียนคีย์บอร์ดเกือบทำคดีพัง
      สร้างดราม่าอย่างเป็นระบบให้คดีเขว​ นี่ยังโชคดีที่หน่วยกนุมาน​ กองปราบปราม​ ซุ่มจับตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้โดยมือปืนไม่สามารถหลบหนี
     แต่พอมาเจอคดีที่ก่อเหตุข้ามคืน​ ปรากฏว่าวัฏจักรเดิมๆกลับมาอีกครั้งคือสื่อมวลชนเองที่เป็นตัวปั่นสถานการณ์ให้ยุ่งเหยิง
       ในโลกโซเชียลเขากระหน่ำกันให้เละเลยนะครับ​ ทั้งกรณีไลฟ์สดและกรณีคุกคามญาติผู้เสียชีวิต
       พูดถึงเรื่องไลฟ์สดหน้างาน​ การใช้โซเชียลมีเดียในสนามข่าวนั้นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีเทคโนโลยีนี้​ นักข่าวยังสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีและไม่เคยถูกประชาชนด่าว่ามากมาย
     ส่วนหนึ่งเพราะจริงๆแล้วการรายงานข่าวไม่ต้องการความเร็ว​ แต่ต้องการความถูกต้อง
      พอมีสื่อออนไลน์ก็เริ่มแข่งขันกันเรื่องความเร็ว​ นโยบายถูกผิดว่ากันทีหลังเพราะคนพร้อมจะลืม​ เริ่มทำให้การทำงานแบบชุ่ยๆแพร่ระบาด
       ประกอบกับสื่อโทรทัศน์ในปัจจุบันมีหลายสถานี​ เพราะฉะนั้นจึงมีการโยงว่าความเร็วในการรายงานข่าวสัมพันธ์กับเรตติ้ง​ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนะครับ
       การไลฟ์สดในปัจจุบันของบางสื่อนอกจากจะสร้างความเกะกะให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่แล้ว​ สิ่งที่ทำให้เราเห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อสื่อ​ “หมดมุข” จากสถานการณ์ที่ยังไม่คืบหน้าโดยหันมารายงานเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ยิ่งทำให้ทุกฝ่ายอึดอัดเพิ่มมากขึ้
      ผู้รับสารก็อึดอัดใจที่จะรับ เจ้าหน้าที่ก็อึดอัดที่จะไล่นักข่าว​ นั่นทำให้หลายๆครั้งสื่อจึงไม่ได้รับความร่วมมือและไม่ได้รับการยอมรับเหมือนเดิม
        ผมคิดว่าวงการสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน​ พลาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้นครับในกรณีนี้คือ​ ขาดการบ่มเพาะสั่งสอนเรื่องจรรยาบรรณจากรุ่นสู่รุ่น
       ทำให้นักข่าวรุ่นใหม่ไม่ตระหนักถึงจรรยาบรรณ​ รวมถึงนโยบายของแต่ละสถานีที่เน้นเรตติ้งเป็นหลักหลงลืมว่าอะไรควรไม่ควร​
      สิ่งที่ตามมาคือวงจรอุบาทว์​ กล่าวคือเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆขึ้นมา​ สื่อก็จะไลฟ์สดเพื่อลงเฟซบุ๊กของสถานีเนื่องจากผังเวลาการถ่ายทอดสดไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังดำเนินไป​ ซึ่งประชาชนกำลังต้องการรับทราบข้อมูลข่าวสาร
        เมื่อไลฟ์สดหรือรายงานเน้นความเร็ว​ ความผิดพลาดก็สูงครับ​ เมื่อเกิดความผิดพลาดความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนก็ลดลง​ เมื่อสื่อถูกด่าเว็บข่าวปลอมก็ระบาด​ พอจบเหตุการณ์คนก็ลืม​ และเมื่อเกิดเหตุขึ้นใหม่การทำงานซ้ำรอยเดิมก็กลับมาเป็นวงจรที่ไม่มีการถอดบทเรียน​ ให้ความรู้รวมทั้งกระตุ้นเตือนการทำงานอย่างจริงจัง
      ประเด็นต่อมาคือการคุกคามญาติผู้เสียชีวิต​ และ/หรือ​ การสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในเวลาที่ไม่เหมาะสม
       ได้ยินมาว่าสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งโทรศัพท์ไปสัมภาษณ์แม่ของเหยื่อผู้เสียชีวิตโดยที่แม่ยังไม่ทราบว่าลูกของตัวเองถูกยิง​
       การกระทำอย่างนี้เราเรียกว่า​ “ฆ่าซ้ำ”  หรือในอดีตเรียกว่า​ “ข่มขืนซ้ำ”
       เนื่องจากเคยมีกรณีแถลงข่าวเหยื่อซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการถูกข่มขืนแล้วสื่อตั้งคำถามตอกย้ำประเด็นความรู้สึก​ เช่น​ ถูกข่มขืนกี่ครั้ง​ รู้สึกอย่างไร​ ร้ายแรงสุดคือถามว่าเสร็จไหม?
      กรณีคุกคามญาติผู้เสียชีวิตก็เช่นกันครับ​ การตั้งคำถามว่า​ รู้สึกอย่างไรนั้น​ เป็นคำถามที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองจากสมองเลยแม้แต่น้อย
       นั่นหมายความว่านักข่าวไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอในการทำงาน
       ดังนั้นผมจึงย้ำเสมอว่านักข่าวเก่าๆจึงสำคัญอย่างยิ่งในการถ่ายทอดประสบการณ์และจริยธรรม​ จรรยาบรรณ​ ให้กับนักข่าวรุ่นใหม่ๆที่อายุการทำงานยังไม่ถึง10ปี
       ซึ่งหลักสูตรที่ทางสมาคมวิชาชีพสื่อพยายามจัดอบรมขึ้นก็ไม่สามารถทดแทนตรงนี้ได้
        ผมได้อ่านทวิตข้อความของผู้ใช้งานบางคนที่บอกว่าสื่อต้องเป็นสติให้กับประชาชน​
        จะว่าผมเพี้ยนก็ได้นะครับ…การรายงานข่าวไม่ใช่รายการธรรมะนะครับ​ ที่จะมาให้สติกัน
        สื่อมีหน้าที่สะท้อนความจริงที่ปรากฏในสังคมอย่างตรงไปตรงมา​ ในสถานการณ์ฉุกเฉินสื่อควรให้ความรู้หรือสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนได้รับมือ
       และถ้าสื่อสะท้อนความจริงได้อย่างตรงไปตรงมา​ รู้ว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม​ แค่นี้การทำงานของสื่อก็ถือว่ามีจรรยาบรรณในระดับหนึ่งแล้ว
        ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่แย่งกันรายงานข่าว​ แต่แย่งกันทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนด้วยกันเอง
        หลายสื่อทำงานอย่างจริงจังเหน็ดเหนื่อยเราต้องชื่นชมครับ​ ในสนามข่าวไม่มีคดีไหนง่ายเลย​ คนทำงานก็แค่อยากได้กำลังใจและคำติชมเพื่อปรับปรุง
       แต่บางสื่อก็สุดจะทน​ คนด่าว่ายังทำอยู่​
       เสียงของผมมันเบาครับ​ บ่นไปก็เท่านั้นเพราะสุดท้ายแล้ววงจรอุบาทว์นี้ถูกปลูกฝังกันไปเรียยร้อยแล้ว
        ถ้าจะต้องส่งเสียงให้ดังอีกครั้งหนึ่ง​ คงไม่เอ่ยถึงจรรยาบรรณแล้วครับ​
      แต่อยากจะบอกน้องๆในสนามข่าวว่า​ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” คิดอยู่เสมอว่าแต่ละคำถามและการปฏิบัติงานนั้นเหยื่อและญาติผู้สูญเสียคือญาติเราเอง​ แล้วการทำงานจะไม่หยาบอย่างทุกวันนี้แน่นอน

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: