Columnist

ถอดบทเรียนการชุมนุมในไทย ผ่าน “สัตยาเคราะห์” ของ “คานธี”

ถอดบทเรียนการชุมนุมในไทย

ผ่าน “สัตยาเคราะห์” ของ “คานธี”

 ‘ธนก บังผล’

ภาพกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันเข้าตะลุมบอนใช้กำลังและความรุนแรง มีคำถามตามมาหลายประเด็นซึ่งต้องเร่งแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกเป็นอันขาด

              เศรษฐกิจของประเทศตอนนี้ก็อัตคัตแสนสาหัสอยู่แล้ว ผมหมายถึงปัญหาปากท้องของคนไทยส่วนใหญ่ขณะนี้รายได้ที่หายไป เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่ถูกการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถล่มยับเยิน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีเงินเลี้ยงปากท้องครอบครัวได้คล่องมือเมื่อไหร่ ไหนจะหนี้สินผลกระทบที่มาจากมาตรการล็อคดาวน์ และการเปิดประเทศให้นักเที่ยวเพิ่มความเสี่ยงให้โอกาสติดเชื้อกลับมาอีกครั้ง

              บางคนอาจบอกว่า การชุมนุมนี่แหละจะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กะอีแค่ภาพคนทำร้ายกันแค่นี้ไม่ทำให้เศรษฐกิจประเทศต้องอ่อนไหวขนาดนั้น  

              ใช่ครับ การชุมนุมอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการชุมนุมของเราเองไม่ใช่หรือครับ ที่เกิดรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่ม็อบปี 2549 มาถึง 2557

การชุมนุมต้องไม่มีสถานการณ์ที่รุนแรง จนทำให้ประชาชนล้มตาย ถ้าการชุมนุมอยู่ในขอบเขต “ความสร้างสรรค์” แล้ว ย่อมดีกว่าภาพคนไทยทะเลาะกันถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกอย่างนี้

 

ความจริงอย่างหนึ่งในการชุมนุมทางการเมืองของไทย 15 ปีที่ผ่านมา มีบทสรุปที่ทุกคนเองก็เห็นแล้วว่าต่างฝ่ายก็บอกว่าตัวเองถูก เพราะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการออกมาเรียกร้อง โดยกล่าวหารัฐบาลว่าใช้อาวุธและความรุนแรงปราบปรามประชาชน นอกจากนี้ยังมีคดีความยาวเหยียดบนศาลที่ต่างก็ฟ้องกันไปมาว่าอีกฝ่ายฆ่าผู้ชุมนุม

 ทุกม็อบที่เกิดขึ้นมาช่วง 15 ปีหลังนี้ ผมในฐานะที่เป็นอดีตผู้สื่อข่าวที่เคยเข้าไปรายงานเกาะติดสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ผมมองว่า “ประเด็นการเรียกร้อง” ของทุกม็อบการเมืองในไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากผลประโยชน์ทางธุรกิจและอำนาจของคนบางกลุ่ม ไม่ใช่การนำความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่มาผลักดัน

เพราะฉะนั้น ตราบใดที่การชุมนุมยังเกิดขึ้นมาจากเมล็ดพันธุ์เช่นนี้ ตอนจบมันก็จะเป็นหนังม้วนเดิมที่วนมาซ้ำๆ นั่นคือ “รัฐประหาร” เนื่องจากประชาชนในประเทศเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนสถานการณ์อาจบานปลายมีเหตุนองเลือด

เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผลักดันความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่นี้ มีพิษที่ทำให้คนไทยเกิดความคิดเห็นทางการเมืองที่ขัดแย้งแตกแยกและสามารถต่อยอดไปถึงการสร้างความเกลียดชังอีกฝ่ายจนไม่อยากให้ใช้อากาศหายใจร่วมกัน

ส่วนบทสรุปที่ต้องมี “รัฐประหาร” นั้นเกิดจาการชุมนุมยืดเยื้อ มวลชนเริ่มหมดแรงและการออกมาชุมนุมนานๆทำให้หลายคนที่เป็นพนักงาน ข้าราชการ ทำงานต่างๆ ต้องเผชิญกับรายได้ประจำที่ลดหายไป วิธีเดียวที่จะทำให้การชุมนุมยืดเยื้อจบได้สวยงามที่สุดคือ ยั่วยุให้ทหารออกมารัฐประหาร เพื่อจะได้แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันสักทีโดยไม่เสียฟอร์มและโยนความผิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นผู้ร้ายทางการเมืองต่อไป

นอกจากนี้ ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของไทยที่ผ่านมานั้นเหล่าบรรดา “แกนนำ” ที่ตั้งตัวเองขึ้นมาไม่เคยมีสักคนเลย ที่จะเป็นบุคคลที่ “ตกผลึก” รู้ลึก-ศึกษา-เชี่ยวชาญ อยู่กับปัญหาที่ตัวเองต้องการเรียกร้องให้แก้ไขมาอย่างยาวนาน

และเมื่อประเด็นการเรียกร้องเป็นเรื่องการเมือง มันก็จึงไม่ใช่ปัญหาที่กระทบกับความเดือดร้อนของปากท้องคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ

ไม่ใช่ความคับอกคับใจจากการถูกอำนาจรัฐข่มเหง ไล่รุกที่อาศัย , ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างคนรวย-คนจน ที่ทำให้คนยากไร้ถูกรังแกในทุกวัน หรือไม่ใช่แม้กระทั่งการใช้อำนาจรัฐสร้าง กกต. ที่ปวกเปียกเอากติกาการเลือกตั้งที่ไม่ว่าจะเลือกอีกกี่พันครั้งก็ชนะเพราะอยากรักษาผลประโยชน์เอาไว้ ฯลฯ เป็นต้น   

ผมคิดว่าแกนนำที่ตกผลึกปัญหาในสังคมตัวเองที่เด่นชัดที่สุดคือ “มหาตมะ คานธี” ผู้ที่ได้รับฉายาว่า “บุรุษผู้เปลี่ยนโลก” และบางคนนำเอานิยาม “อหิงสา” แบบเปลือกปลอมๆมากล่าวอ้างว่าเป็นต้นแบบในการสร้างมวลชน-ปลุกระดมการชุมนุม

ช่วงปี ค.ศ. 1893 คานธี ไปทำงานเป็นทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้ ดังนั้น ใน ค.ศ. 1893 คานธีได้เดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ โดยเมื่อเดินทางไปถึง คานธีได้ซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่ง ไปยังเมืองที่ลูกความต้องการ จึงได้พบกับปัญหาด้านเชื้อชาติสีผิว ที่ไม่พอใจคนผิวคล้ำอย่างคานธีมาใช้พื้นที่ร่วมกับพวกเขาด้วยการแจ้งเจ้าหน้าที่รถไฟ

ซึ่งเจ้าหน้าที่สั่งให้คานธีย้ายตู้โดยสารไปโดยสารตู้ของชั้นสาม ซึ่งราคาค่าตั๋วถูกที่สุด ทั้ง ๆ ที่คานธีเสียเงินซื้อตั๋วชั้นหนึ่งมาอย่างถูกต้อง คานธีจึงปฏิเสธ ทำให้ความขัดแย้งในรถไฟชั้นหนึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด คานธีก็ถูกเจ้าหน้าที่รุมทำร้าย และถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนออกมาจากรถไฟ

โดยเจ้าหน้าที่ต่างอ้างว่า รถไฟชั้นหนึ่งนี้สร้างสำหรับผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น

ชีวประวัติทุกเล่มที่เกี่ยวกับ “คานธี” บันทึกเหตุการณ์ในช่วงนี้ระบุว่า คานธีเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งเศร้ามากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าชาวผิวคล้ำเกือบทุกคนถูกเหยียดหยามจากชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ นับแต่นั้น คานธีก็ได้เข้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวคล้ำในแอฟริกาใต้

              ตรงนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดวีรบุรุษเปลี่ยนโลก และยังเป็นการจุดประกายให้คานธีกลายเป็นผู้นำในการเรียกร้องอิสรภาพในอินเดีย

 

ใน ค.ศ. 1902 คานธีกลับไปแอฟริกาใต้อีกครั้ง และมองว่าการเรียกร้องครั้งที่ผ่านมาให้ผลไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นในครั้งนี้ คานธีใช้วิธี “สัตยาเคราะห์” ซึ่งก็คือ การไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม โดยไม่มีการใช้กำลัง ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีมาก ทำให้คานธีรู้ว่าการประท้วงโดยไม่ใช้กำลังนั้นให้ผลดีกว่าที่คิด และนำมาปรับใช้ต่อยอดในการเรียกร้องอิสรภาพให้กับประเทศอินเดีย

ค.ศ. 1919 คานธี ขอความร่วมมือให้คนอินเดียหยุดงาน ซี่งปรากฏว่ามีประชาชนเป็นล้าน ๆ คนต่างพากันร่วมหยุดจน สั่นคลอนอำนาจรัฐบาลอังกฤษอย่างชัดเจน

แม้จะทำให้คานธีรู้สึกอัศจรรย์ แต่ไม่นานก็พบข้อเสียของการใช้วิธีสัตยาเคราะห์ กับสังคมขนาดใหญ่ ๆ อย่างอินเดีย

ข้อเสียนั้นคือ มีบางแห่งที่บานปลายเกิดการต่อสู้ใช้กำลัง รัฐบาลอังกฤษจึงใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมตัวคานธีไป เมื่อคานธีถูกจับกุม เมืองต่าง ๆ ก็เกิดความเคียดแค้นและวุ่นวายจนเกือบกลายเป็นเหตุจลาจลระดับประเทศ ซึ่งหลังคานธีได้รับอิสระในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1919 และได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดบานปลายนี้ คานธีรู้สึกเสียใจมาก จึงประกาศ อดอาหาร ตนเอง 3 วัน

วันนั้นเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของอินเดีย ประชาชนนับพันคนไปรวมตัวสังสรรค์กันที่สวนสาธารณะชัลลียันวาลา เมืองอฤตสระ ซึ่งนายพลเรจินัลด์ ดายเออร์ ผู้บังคับบัญชากองทหารอังกฤษในอมฤตสระ รู้สึกเคียดแค้นชาวอินเดีย และต้องการให้ชาวอินเดียรู้ถึงอานุภาพอังกฤษ จึงออกคำสั่งให้กองทัพรัวปืนใส่กลุ่มประชาชนในชัลลียันวาลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,500 ศพ บาดเจ็บประมาณ 3,000 คน เป็นปฏิบัติการทางทหารสร้างรอยมลทินให้แก่รัฐบาลอังกฤษเสื่อมเสียเกียรติยศครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา

ที่นำ ”สัตยาเคราะห์” ของคานธี มาอ้างผมต้องการชี้ให้เห็นว่า ประเด็นที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องนั้น หากเป็นปัจจัยความเดือดร้อนต่อคนหมู่มากก็สามารถที่จะเป็นจุดเริ่มต้นสร้าง “แนวร่วม” ที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ และยังทำให้เกิดจุดร่วมที่ลดความขัดแย้งทางการเมืองได้

เมื่อไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง การเรียกร้องก็ย่อมเป็นเอกภาพ และเมื่อมีเอกภาพประกอบกับ “ผู้นำ” ที่ตกผลึกกับปัญหา สามารถออกแบบการชุมนุมที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจ

ซึ่งนี่คือแก่นของการต่อสู้ที่ “คานธี”นำมาใช้เรียกร้องอิสรภาพให้กับอินเดีย

ดูแล้วยังห่างไกลกับการชุมนุมในประเทศไทยเหลือเกินครับ  

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: