Biznews

ตีแผ่ความเหลื่อมล้ำของภาษีในธุรกิจ E-Commerce ‘ผู้ขายไทย Vs. ผู้ขายจีน’

ปัจจุบันสินค้าจากพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนเข้าสู่ประเทศไทยผ่าน 2 แพลตฟอร์มหลักๆด้วยกันดังนี้

E-marketplace เช่น Shopee Lazada JD Central ซึ่งสินค้าใน 3 แพลตฟอร์มนี้มีจำนวนสินค้าที่มาจากประเทศจีนมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าที่อยู่ใน marketplace ทั้งหมด

International E-marketplace เช่น AliExpress Banggood สองแพลตฟอร์มนี้เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติจีนทั้งหมด

โครงสร้างภาษีเหลื่อมล้ำกับผู้ขายชาวไทยอย่างไรบ้าง?
ส่วนที่1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้บริโภคชาวไทยเมื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ หากสินค้านั้นมีมูลค่าน้อยกว่า 1,500 บาท ผู้บริโภคไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีศุลกากรนำเข้า

นั่นหมายความว่า ทุกวันนี้สินค้าจีนที่ราคาต่ำกว่า 1,500 บาท มีต้นทุนถูกกว่าพ่อค้าแม่ค้าคนไทย ในแง่ของการไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ต้องจ่ายภาษีศุลกากรนำเข้า

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ยกตัวอย่างขายเสื้อผ้าตัวละ 100 บาท ธุรกิจนั้น (หากมีรายได้มากกว่า 1,800,000 บาทต่อปี จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 บาทจากผู้บริโภค เพื่อนำส่งกรมสรรพากร

แต่ในขณะเดียวกันหากเสื้อผ้าตัวละ 100 บาทส่งตรงมาจากพ่อค้าแม่ค้าชาวจีน ไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เห็นภาพได้ชัดเลยว่าต้นทุนของพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยกับชาวจีนมีต้นทุนที่แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลให้สินค้าที่มาจากต่างประเทศมีราคาที่ถูกเพราะเนื่องจากต้นทุนของเขาถูกกว่าพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยนั่นเอง

 

ส่วนที่2. ภาษีศุลกากรนำเข้า
ภาษีศุลกากรนำเข้าของประเทศไทยมีอัตราอากรขาเข้าอยู่ในช่วง 5 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า ธุรกิจของคนไทยที่นำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาและมาขายต่อสู่ผู้บริโภคคนไทย ต้องเสียภาษีศุลกากรนำเข้า แต่ผู้ค้าจากประเทศจีนส่งสินค้าหาผู้บริโภคคนไทยกลับไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรนำเข้านี้เลย สิ่งนี้จึงทำให้ต้นทุนของธุรกิจคนไทยมีโอกาสสูงกว่าต้นทุนของผู้ขายชาวจีนได้มากถึง 37 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ส่วนที่3. ภาษีจากรายได้
ธุรกิจชาวจีนที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย เมื่อประกอบกิจการจนสามารถทำกำไรได้ เขาไม่ต้องจ่ายภาษีอะไรเลยให้กับประเทศไทย แตกต่างจากธุรกิจของคนไทย เมื่อทำกำไรได้ก็ต้องจ่ายภาษีจากกำไรที่เกิดขึ้น

ทั้ง 3 ส่วนนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้โครงสร้างภาษีในปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างชัดเจนระหว่างผู้ค้าชาวไทยและผู้ค้าชาวจีน ฉะนั้นพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยควรต้องศึกษา ทำความรู้จักคู่แข่งของตนให้ดี เพื่อให้สามารถแข่งกับพ่อค้าแม่ค้าจากต่างประเทศที่นับวันยิ่งมีขีดความสามารถและความได้เปรียบในการแข่งขันกับพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ขอบคุณข้อมูล  Priceza Insight

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: