difference-thinking

ดร.เทียม โชควัฒนา (ตอนที่ 9)

การค้าเหมือนสนามรบ

การเรียนรู้การค้าทางหนึ่งของข้าพเจ้ามักจะมาจากการสังเกต ฟังคุณพ่อและคุณอาคุยกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เรื่องราวนั้นได้กลายมาเป็นบทเรียนให้ข้าพเจ้าระมัดระวัง

จำได้ว่า ตอนนั้นพ่อค้าในพระนครติดตามข่าวสารการขึ้นลงของราคาน้ำตาลจากประเทศอินโดนีเซีย บรรดายี่ปั๊วประมาณ 50 ราย จะต้องสั่งซื้อน้ำตาลล่วงหน้านานหลายเดือนกว่าน้ำตาลจะเดินทางมาถึงประเทศไทย และเมื่อน้ำตาลมาถึงราคาก็ลดลงประมาณร้อยละ 70 ที่สั่งไป

ผู้ที่มีบทบาทในการควบคุมการสั่งน้ำตาลในตลาดขณะนั้น เป็นห้างของชาวอินเดีย หากยี่ปั๊วน้ำตาลถูกแรงสะเทือนจากภาวะราคาผันผวนไม่แน่นอนอาจจะถึงล้มตาย ห้างของชาวอินเดียย่อมเสียหายตามไปด้วย ดังนั้นห้างของชาวอินเดียมิอาจปล่อยให้บรรดายี่ปั๊วล้มละลายอย่างเด็ดขาด

แผนการเฉพาะหน้าของห้างชาวอินเดียคือ หาทางให้บรรดายี่ปั๊วน้ำตาลรวมกลุ่มกันขึ้นมากำหนดราคาขายร่วมกันเช่นนี้ แม้ว่าราคาจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ทุกคนก็รวมตัวตั้งราคาขายสูงขึ้นได้

เมื่อบรรดายี่ปั๊วรวมกลุ่มกันได้ ผลที่อยู่นอกเหนือการคาดคิดคือ บรรดายี่ปั๊วสามารถรวมตัวสั่งสินค้ากันเองได้ ไม่ต้องสั่งผ่านห้างของชาวอินเดีย

ห้างของชาวอินเดียก็เกิดความหวาดกลัวว่า บรรดายี่ปั๊วจะรวมตัวกันโค่นตน จึงดำเนินแผนการอีกแผนหนึ่งด้วยการยุแหย่ให้ยี่ปั๊วแตกกัน โดยส่งคนเข้าไปบ่อนทำลายความสามัคคีของยี่ปั๊ว

คุณอาของข้าพเจ้าได้รับเลือกจากห้างของชาวอินเดียให้เป็นหัวหน้าไปปฏิบัติการ

ขั้นแรก ดำเนินการเคลื่อนไหวในลักษณะอาสาเป็นคนค้ำประกันยี่ปั๊วกับธนาคาร บางรายก็ปล่อยบัญชีให้ 15-20 วัน บางรายก็เพียง 10 วัน โดยรับรองว่าจะมีของขายแน่นอน ไม่ต้องกลัวสินค้าจะขาด

ขั้นต่อมาก็ถอนค้ำประกัน

ด้วยวิธีการเช่นนี้ บรรดายี่ปั๊วก็แตกแยกจนรวมไม่ติด

เห็นได้ว่า แรกทีเดียวนายห้างของชาวอินเดียต้องการความอยู่รอด จึงดำเนินการเพื่อให้บรรดายี่ปั๊วรวมกลุ่มกัน แต่แล้วก็มีความหวาดเกรงว่า เมื่อบรรดายี่ปั๊วสามารถรวมกลุ่มกันได้ อาจจะทำให้ผลประโยชน์ของตนเสียหายได้ เลยหาแนวทางทำให้แตกแยกในลักษณะตัวใครตัวมัน

การค้าจึงเหมือนสนามรบ ผลประโยชน์ขัดกันก็ต้องรบกัน รบกันแล้วก็ไมได้คำนึงถึงคุณธรรมและจริยธรรม ขอเพียงให้ได้ชัยชนะเท่านั้น

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: