difference-thinkingSpecial Scoop

ดร.เทียม โชควัฒนา (ตอนที่ 18)

เช็คไม่มีเงิน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาชนยากลำบากมาก เพราะมีกองทัพของญี่ปุ่นเข้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่หลายแห่งของประเทศไทย ธุรกิจการค้าก็ดำเนินไปอย่างยุ่งยาก เกิดภาวะขาดแคลนและกฎหมายก็ควบคุมการค้าอย่างเข้มงวด การซื้อขายในบางครั้งก็ถูกบีบให้ต้องกระทำในสิ่งที่ไม่เคยกล้ากระทำมาก่อน

ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าของห้างโอเรียนเต็ลสโตร์ ทำสัญญาซื้อขายกันอยู่เป็นประจำโดยเก็บสินค้าประเภทนมกระป๋อง แป้งหมี่ และน้ำตาลไว้ในโกดังของเขา ไม่ได้รับของออกมาทันทีเป็นจำนวนมาก วันหนึ่ง ชาวเดนมาร์กซึ่งเป็นนายห้างของโอเรียนเต็ลสโตร์ได้เรียกข้าพเจ้าไปพบและสั่งอย่างเฉียบขาดว่า “ สินค้าของคุณที่ยังเหลือในโกดังของผม ให้คุณมาจัดการรับและขยเอาไปให้หมดภายใน 3 วัน หากคุณไม่ทำตามคำสั่ง ผมจำเป็นจะต้องยกเลิกสัญญา “

เมื่อนายห้างสั่งการออกมาอย่างเฉียบขาดเช่นนี้ ก็เกิดปัญหาขึ้นแก่ร้านของเรา ถ้าเรานำสินค้าออกมาทั้งหมด เราจะนำสินค้าไปเก็บไว้ที่ใดและจะมีเงินจากไหนไปชำระให้เขา

ขณะเดียวกัน การที่จะยอมปล่อยให้ห้างโอเรียนเต็ลสโตร์ยกเลิกสัญญาอย่างง่ายๆย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะสัญญานี้มีความจำเป็นและให้ประโยชน์แก่เรามากพอสมควร พร้อมกันนี้ เราได้ทราบข่าวค่อนข้างแน่ชัดว่า นับแต่นี้เป็นต้นไปจะไม่มีสินค้าประเภทนมกระป๋อง แป้งหมี่ และน้ำตาลเข้ามาอีก เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในภาวะสงคราม

ดังนั้น หากเราทำตามคำสั่งการไม่ได้และต้องยกเลิกสัญญาไป เราจะเป็นฝ่ายสูญเสียประโยชน์อย่างเป็นเป็นอย่างสูง การที่ห้าโอเรียนเต็ลสโตร์มีคำสั่งเฉียบขาดนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เห็นแก่หน้าเราซึ่งเป็นลูกค้าเก่าแก่ชั้นดี แม้ข้าพเจ้าจะพยายามขอร้องสักเพียงใด เขาก็ไม่ยอมฟัง ช่วงเวลาเพียง 3 วันที่ห้าโอเรียนเต็ลสโตร์กำหนดให้นั้น คือวันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันสุดท้ายตรงกับวันเสาร์ ซึ่งทางห้างทำงานเพียงครึ่งวันเท่านั้น

เมื่อไม่มีหนทางเลี่ยง ข้าพเจ้าก็ดำเนินการไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ข้าพเจ้านำเงินสดจำนวนเล็กน้อยไปจ่ายแล้วนำสินค้าออกมา เหลือสินค้าจำนวนมาก ไว้จัดการในวันเสาร์ พอถึงวันเสาร์ ข้าพเจ้าว่าจ้างรถกระบะกว่า 10 คันไปที่โกดังของห้าโอเรียนเต็ลสโตร์ ออกบิลไว้ทั้งหมด

โดยเขียนเช็คให้ทางห้าง และจ้างกุลีให้ขนสินค้าเดี๋ยวนั้น ความจริงแล้วเช็คของข้าพเจ้าไม่มีเงิน และเป็นครั้งแรกในชีวิตของข้าพเจ้าที่ริอ่านออกเช็คโดยไม่มีเงิน เมื่อได้ของออกมาแล้ว ข้าพเจ้าก็รีบไปหาเพื่อนคนหนึ่งออกปากขอกู้ยืมเงินจำนวนหนึ่ง นำมาผนวกกับเงินที่ได้จากการขายสินค้าไปได้บ้างรวมแล้วเป็นเงินสดประมาณร้อยละ 30 ของจำนวนราคาสินค้าทั้งหมด

พอถึงเช้าวันจันทร์ ข้าพเจ้ารีบรุดไปหานายห้างชาวเดนมาร์กที่ห้าโอเรียนเต็ลสโตร์แล้วถามเขาด้วยความร้อนใจ “ นายห้างนำเช็คของผมเข้าธนาคารแล้วหรือยัง” “ กำลังจะนำไปเข้าพอดี” นายห้างโอเรียนเต็ลสโตร์บอก “ เก็บเอาไว้ก่อนครับนายห้างอย่าเอาไปเข้าธนาคารเลย” ข้าพเจ้าขอร้องมาเห็นเค้าทำสีหน้าสงสัยจึงบอกความจริง “ เช็คใบนั้นไม่มีเงินหรอกครับ นายห้าง”

เมื่อได้ยินดังนั้น นายห้างชาวเดนมาร์กโมโหจนหน้าขาวเปลี่ยนเป็นหน้าแดง ข้าพเจ้าเห็นเช่นนั้นจึงรีบอธิบายเพื่อขอความเห็นใจจากเขาว่า “ นายห้างครับ เราคบหากันมานานกว่า 10 ปีแล้ว นายห้างมายื่นคำขาดให้เอาของออกจากโกดังเหมือนกับจะตัดขาดสัมพันธ์ช่างไม่เห็นใจกันบ้าง เมื่อนายห้างทำเช่นนี้ผมจึงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากใช้วิธีนี้ นายห้างต่างหากที่บังคับให้ผมทำ ถ้านายห้างให้เวลาผมซัก 20 วันผมก็สามารถนำเอาสินค้าไปขายนำเงินมาให้นายห้างได้จนครบถ้วน”

นายห้างโอเรียนเต็ลสโตร์ย้อนถามว่า “ ออกเช็คไม่มีเงินอย่างนี้ คุณไม่กลัวว่าจะติดตะรางหรืออย่างไร” ข้าพเจ้าตอบทันทีว่า “ เมื่อออกไปแล้วก็ไม่กลัว นายห้างอยากจะทำอะไรผมก็เชิญเลย แต่ทางที่ดี นายห้างไม่ควรจะแจ้งตำรวจให้จับผม ควรหาวิธีอื่นจะดีกว่า” ข้าพเจ้าต่อรองว่า “ ตอนนี้ผมมีเงินสดมาให้จำนวนร้อยละ 30 ของราคาสินค้าทั้งหมด ผมจะขอแลกเช็คกลับคืนแล้วออกเช็คใบใหม่ให้ กำหนดชำระเงินภายในอีก 15 วันข้างหน้า”

มาขั้นนี้ นายห้างโอเรียนเต็ลสโตร์ก็ยินยอมทุกอย่าง จึงเห็นได้ว่า คนเรานั้นเมื่อเข้าตาจนก็จำเป็นต้องดิ้นรนสุดฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม การต่อสู้อย่างจนตรอก เพื่อความไม่ประมาทก็สมควรมองหาหนทางแก้อย่างอื่นสำรองเอาไว้ เพื่อที่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นจะได้ไม่ตกหนัก อย่างชนิดดิ้นไม่หลุด

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: