Columnist

ดราม่า “ไผ่ทอง” ข้อพิพาทแห่งสายเลือด ลูกฟ้องแม่ แย่ง “ตัวจริง” ชิง โลโก้-แบรนด์

ดราม่า “ไผ่ทอง” ข้อพิพาทแห่งสายเลือด

ลูกฟ้องแม่ แย่ง “ตัวจริง” ชิง โลโก้-แบรนด์

‘ธนก บังผล’

ธุรกิจที่พี่น้องขัดแย้งกันยังพอเคยเห็น แต่ความขัดแย้งจนทำให้แม่กับลูกฟ้องร้องกันมีไม่บ่อยนัก โดยเฉพาะธุรกิจอาหารของหวานทานเล่นอย่าง ไอสครีม หรือ ไอศครีม แบรนด์ดังเก่าแก่คู่เมืองไทยที่ชื่อ “ไผ่ทอง”

คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้อ่านคำพิพากษาในคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีนายบุญชัย ชัยผาติกุล เป็นโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจากัดไผ่ทองซีกิมเซ็ง จำเลยที่ 1 ,นางน้ายเฮียง แซ่ซี จำเลยที่ 2 ,นายบุรวิทย์ ชัยผาติกุล จำเลยที่ 3 ,นายเกษมสันต์ ชัยผาติกุล จำเลยที่ 4 ,นางสาวภัณฑิรา ชัยผาติกุล จำเลยที่ 5 และ นางสิริณัฐ ชัยผาติกุล จำเลยที่ 6

นายบุญชัย ขออำนาจศาลสั่งให้จำเลยทั้ง 6 ยุติการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า “ไผ่ทองไอสครีม” และรูปประดิษฐ์เส้นโครงสองเส้นที่ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ด้วยการนำหลักฐานมาแสดงต่อศาลว่าเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าไผ่ทองไอศกรีม ฯลฯ ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วว่าหลักฐานของนายบุญชัยไม่มีน้ำหนัก

นอกจากนี้ยังเห็นควรให้จำเลยทั้ง 6 มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้ารูปประดิษฐ์เส้นโครงสองเส้นหน้าคำว่าไผ่ทองไอสครีม

 

 

กรณีพิพาทนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ “ไผ่ทอง” กลายเป็นสินค้า 2 แบรนด์ ปรากฏอยู่บนท้องตลาดสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค ระหว่าง “ไอสครีม” กับ “ไอศกรีม” โดยแต่ละฝ่ายต่างก็ยืนยันว่าเป็นต้นตำรับ เป็นเจ้าของ โลโก้ และเครื่องหมายการค้า จนกลายเป็นความขัดแย้งถึงขึ้นเป็นคดีความฟ้องศาล

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 70 ปีที่แล้ว “ไผ่ทองไอสครีม” ก่อตั้งโดยนายกิมเซ้ง และนางน้ายเฮียง แซ่ซี

หลังจากที่ นายกิมเซ้ง ซึ่งเป็นพนักงานขายไอศกรีมของโรงงานแห่งหนึ่ง สังเกตว่าไอศกรีมที่ออกมาจากโรงงานนั้นในแต่ละวันรสชาติไม่คงที่ เลยนำเรื่องนี้ไปบอกกับเจ้าของ ก่อนจะถูกเถ้าแก่ตำหนิว่าเป็นแค่คนขายจะรู้เรื่องการผลิตไอศรีมได้อย่างไร

นายกิมเซ้งจึงลาออกแล้วมาทำไอศกรีมกะทิสดขายเอง เริ่มแรกใช้ชื่อแบรนด์ว่า “หมีบิน” และขายดีเป็นอย่างมาก ต่อมาได้เปิดโรงงานแล้วผลิตไอศกรีมกลายเป็นธุรกิจ มีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์และโลโก้ให้เป็นรูปไผ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของคนจีน จาก “หมีบิน” จึงกลายเป็น “ไผ่ทอง”

กิจการผลิตและค้าขายไอศกรีมของกิมเซ้ง-น้ายเฮียง เป็นการประกอบธุรกิจแบบครอบครัว เนื่องจากมีลูกทั้งหมด 8 คน ผู้ชาย 2 คน ผู้หญิง 6 คน หลังจากที่นายกิมเซ้งเสียชีวิต นางน้ายและลูกๆทั้ง 8 คน ก็ช่วยกันสร้างแบรนด์ขึ้นมาในภายหลัง เป็น หจก.ไผ่ทองซีกิมเอ็ง ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ “ไผ่ทองไอสครีม”

สาเหตุที่ใช้คำว่า “ไอสครีม” เป็น ส.เสือ เพราะทางครอบครัวต้องการชื่อมีความน่าสนใจ ไม่ชวนง่วง แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ

ปี 2538 นายบุญชัย ลูกชายคนที่ 7 ได้ออกจากบ้านไปทำธุรกิจของตัวเองหลายอย่าง โดยไม่ได้ติดต่อกับที่บ้าน ระหว่างนั้นในปี 2542 หจก.ไผ่ทองซีกิมเอ็ง นำเครื่องหมายการค้าไปจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่นายทะเบียนให้ปรับเปลี่ยนโลโก้ เนื่องจากไปคล้ายกับ “น้ำปลาตราต้นไผ่” ซึ่งใช้สัญลักษณ์เหมือนกัน จึงปรับต้นไผ่ให้เป็นอักษรสระไอ วาดให้คล้ายต้นไผ่เดิม เลยจดทะเบียนได้

ก่อนจะมาทราบภายหลังว่านายบุญชัย ไปทำธุรกิจไอศกรีมของตัวเอง ใช้ชื่อ “ไผ่ทองไอศครีม” (เปลี่ยนเป็น ศ.ศาลา) และโลโก้คล้ายกับของเดิมที่บ้านใช้อยู่ จนมีลูกค้ามาร้องเรียนเรื่องคุณภาพของไอศกรีม ทำให้นางน้ายเฮียง ผู้เป็นแม่ฟ้องลูกชาย

ปัจจุบันไผ่ทองไอสครีมบริหารโดยคนรุ่นที่ 3 ล่าสุด เดือนพ.ค.2561 มีการปรับลุคส์ให้ทันสมัย ใส่คิวอาร์โค้ดลงในสติ๊กเกอร์ จนกระทั่งพบว่ามีผู้นำโลโก้เก่ามาแอบอ้างโดยมิได้ขออนุญาต

ระยะแรกๆผู้บริโภคต่างก็สับสน คิดว่าอาจจะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ หรือทำการรีแบรนด์ เมื่อเรื่องราวการฟ้องร้องถูกนำเสนอผ่านสื่อจึงชัดเจนว่าเป็นการแย่งชิงแบรนด์กันเองในครอบครัว

น.ส.รตา ชัยผาติกุล ลูกสาวคนเล็กของครอบครัว เล่าว่า นางน้ายเฮียงเดินทางมาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ แต่งงานกับนายกิมเซ้ง ทุกวันนี้ไม่สามารถเขียนอ่านภาษาไทย และตลอดชีวิตทำงานหนัก หลังนายกิมเซ้งเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน นางน้ายเฮียงก็ดูแลลูกๆ อย่างเต็มที่

“จริงๆ ก็ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งกันในครอบครัว หรือเรื่องราวถูกเปิดเผย แต่เมื่อธุรกิจได้รับผลกระทบก็ต้องฟ้องร้อง และออกมาชี้แจง ตอนนี้ศาลรับฟ้องคดีแรกแล้ว จากที่ยื่นไป 4 คดี คือปลอมแปลงลายเซ็นแม่ ที่เขียนเป็นภาษาไทย ทั้งที่แม่ไม่เคยมีลายเซ็นภาษาไทย เพื่อเปิดบริษัทที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 คือบริษัทศักดิ์ชัยกิจ จำกัด และปี 2557 ปีที่พ่อเสีย ก็เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไผ่ทองไอสครีม จำกัด ส่วนคดีอื่นๆ ได้แก่ การใช้ตราและชื่อสินค้าเดียวกัน แม้ตัวสะกดต่างกัน ระหว่าง ส กับ ศ แต่ก็ทำให้ลูกค้าสับสน ซึ่งเรื่องนี้พ่อเคยสั่งไว้นานแล้วว่าให้มีชื่อ “กิมเต็ก” ในภาษาจีนหมายถึงไผ่ทองชื่อเดียว อย่าทำแข่งกันเอง และที่สำคัญให้ทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรมด้วย” นส.รตา กล่าว

ในขณะที่นายบุญชัย ได้ทำไอศกรีมแบรนด์เดิมชื่อ “ไอศครีมไผ่ทอง” แต่ไม่ได้จดทะเบียน จึงทำให้มีการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็น “ของปลอม” ทั้งๆที่เป็นสูตรไอศกรีมดั้งเดิมที่ถูกผลิตออกมาจากโรงงานเดียวกันตั้งแต่อดีต

นายบุญชัย เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาถูกบีบให้ออกจากบ้าน ชีวิตของเขาและภรรยาช่วงเวลานั้น ต้องไปขออาศัยอยู่กับญาติและคนรู้จัก ไม่มีเงินพอที่จะเปิดโรงงานไอศกรีมใหม่ ความรู้ที่มีเกี่ยวกับด้านไฟฟ้าเขาจึงเปิดร้านขายเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟ ทำได้ไม่นานพอเริ่มมีเงินทุน จึงไปรับไอศครีมจากที่บ้านมาขาย

“ทางเขาก็รู้ว่าผมซื้อไอติมไปขาย แต่ตอนนั้นมองว่าเป็นแค่เจ้าเล็ก ไม่ใช่คู่แข่ง ยังไม่ได้อะไร ผมก็ทำแบบนี้ไปเรื่อย กระทั่งปี 2549 มีเงินพอเปิดโรงงานเล็กๆ และเติบโตมาถึงปัจจุบัน แต่สุดท้ายก็มีเรื่องฟ้องร้องกันอย่างที่ตกเป็นข่าว”

“มันคือ In my mind ผมทำ ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก รับกิจการต่อจากพ่อก่อนที่เขาจะเข้ามากัน ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่เลิกแล้วไปทำอย่างอื่น คงบอกได้ว่าการทำไอติมมันเป็นจิตวิญญาณของผมไปแล้ว ”

“ถ้าถามว่าทุกวันนี้เจ้าไหนเป็นของแท้ บอกได้ว่าเป็นของแท้ทั้งคู่ เพราะสูตรไอติมนั้นเป็นสูตรเดียวกัน ตอนแม่ยึดโรงงานไป ก็เอาไปทั้งคนงาน ทั้งสูตรทำนั่นแหละ” นายบุญชัย ให้สัมภาษณ์กับสื่อ

ต้นปี 2561 นายบุญชัยได้รับคำฟ้อง ที่นางน้ายเฮียงเรียกค่าเสียหาย กรณีนำแบรนด์ไผ่ทองไปใช้

“เป็นเรื่องเศร้าใจที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในครอบครัวแบบนี้ และในฐานะที่ถูกแม่ฟ้อง ก็ถือว่าวิกฤตินี้เป็นโอกาสดี ที่เข้าสู่กระบวนรอศาลตัดสิน ซึ่งดีกว่าการจบลงด้วยการใช้กำลัง ทำร้ายกัน ไม่เช่นนั้นรุ่นลูกรุ่นหลานต่อๆ ไปจะขัดแย้งกันไม่จบ” นายบุญชัย สรุป

เรื่องราวจากทั้ง 2 ฝ่ายที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ รวมถึงการฟ้องร้องกันไปมาทำให้ความสับสนในแบรนด์ กลายเป็นประเด็นดราม่าทางธุรกิจที่กระแสโซเชียลพูดถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ค่อยมีเกิดขึ้นบ่อยนัก

 

 

++++

ทั้งนี้ หากนำรายได้ของทั้ง 2 ธุรกิจมาเปรียบเทียบกัน จะพบว่า หจก.ไผ่ทองซีกิมเอ็ง ซึ่งดำเนินภายใต้แบรนด์ “ไผ่ทองไอสครีม” มีภาษีดีกว่า “ไอศกรีม” พอสมควร

หจก.ไผ่ทองซีกิมเอ็ง จดทะเบียนเมื่อปี 2541 ด้วยทุน 7.5 ล้านบาท มีนางน้ายเฮียง เป็นผู้ถือหุ้นหลัก

ปี 2557 รายได้ประมาณ 49 ล้านบาท กำไร 670,000 บาท

ปี 2558 รายได้ประมาณ 65 ล้านบาท กำไร 1.2 ล้านบาท

ปี 2559 รายได้ประมาณ 66 ล้านบาท กำไร 1.4 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้ประมาณ 75 ล้านบาท กำไร 1.8 ล้านบาท

บริษัท ไผ่ทองไอศครีม จำกัด จดทะเบียนเมื่อปี 2546 ด้วยทุน 2 ล้านบาท นายบุญชัย เป็นกรรมการ

ปี 2557 รายได้ประมาณ 26 ล้านบาท ขาดทุน 640,000 บาท

ปี 2558 รายได้ประมาณ 29 ล้านบาท กำไร 440,000 บาท

ปี 2559 รายได้ประมาณ 38 ล้านบาท กำไร 80,000 บาท

ปี 2560 รายได้ประมาณ 36 ล้านบาท ขาดทุน 3.5 ล้านบาท

///////

References

1.https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1604026

2.https://www.thairath.co.th/news/business/1383489

3. https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000095292

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: