Bizlifestyle

ดราม่าเชียงใหม่เดือด!  ‘พิมฐา’ เน็ตไอดอล ติดโควิดตระเวนเที่ยวไม่กักตัว-ปกปิดไทม์ไลน์

      “เน็ตไอดอล” ติดโควิด-ปกปิดไทม์ไลน์ กระหายอยากถ่ายรูป ลง IG อวด Follower โชว์ชีวิต Slow life พฤติกรรมถูกใจแฟนคลับชาว “ตลาดล่าง” ไม่กักตัว ไม่เคารพกติกาในสังคม ตะลอนเที่ยวเชียงใหม่-ลำพูน ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน  

เป็นเพราะผมไม่รู้จักว่าใครคือ “พิมฐา” เมื่อเห็นข่าวครั้งแรกก็เลยไม่ได้สนใจ อ่านพาดหัวว่าเป็น “เน็ตไอดอล” ก็ยิ่งไม่ได้ให้ค่าอะไรเพราะในวงการบันเทิงบ้านเราเน็ตซุปตาร์ ยูทูบเบอร์ ดาวติ๊กต็อก เจ้าพ่อเเจ้าแม่เมืองทิพย์มากมายกลาดเกลื่อน

โดยประเด็นดราม่าบนทวิตเตอร์ในคืนวันที่ 2 ก.ค. เกิดขึ้นมาจากสาวน้อยเน็ตไอดอลชื่อ “พิมฐา” นั่งเครื่องบินกลับจาก กทม. มายังภูมิลำเนาที่ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. และเมื่อออกมาจากสนามบินเธอก็ไปร้านอาหาร ร้านกาแฟ ไปซื้อขนม หาร้านก๋วยเตี๋ยว ไปทานสุกี้ หรือแม้แต่ไปไหว้พระที่ จ.ลำพูน เรียกได้ว่าโปรแกรมกินเที่ยวแน่นทั้งวัน-ทุกวัน ซึ่งนั่นก็หมายความเธอได้เดินทางไปสถานที่ต่างๆหลายแห่ง

 

หลังจากนั้นแฟนหนุ่มก็เดินทางมาเจอเพื่อจะได้ใช้เวลาไปเที่ยวด้วยกันแบบสโลว์ไลฟ์ในเชียงใหม่ 2 คน โดยชาวเน็ตขุดภาพมายืนยันว่าแฟนหนุ่มของเธอยังพาน้องสาวมาร่วมทริปด้วยอีกคนหนึ่ง

28 มิ.ย ตอนกลางคืนเริ่มรู้สึกไม่สบาย วันรุ่งขึ้นเธอบอกว่าได้ทำการพักผ่อนอยู่บ้านทั้งวัน ก่อนจะไปตรวจหาเชื้อในวันที่ 30 มิ.ย.ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และพบว่าติดโควิด

ซึ่งปัจจุบันมนุษย์ส่วนมากบนโลกนี้ที่ไปให้หมอตรวจแล้วรู้ผลว่าติดเชื้อโควิด เรื่องก็ควรจะจบที่การรักษาในโรงพยาบาล หรือกักตัว 14 วันในที่พักอาศัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นพาหะนำเชื้อไปแพร่ระบาดสู่ชุมชนจนอาจเป็นต้นตอผู้แพร่กระจายลุกลามใหญ่โต

แต่ “พิมฐา” เน็ตไอดอลสาวคนนี้ออกไปเที่ยวกับแฟนหนุ่ม โพสต์ภาพในสถานที่ต่างๆที่เธอไปลงอินสตาแกรม (ไอจี) ซึ่งมีคนติดตามเธอมากถึง 4.5 ล้านบัญชี

1 ก.ค. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ในพื้นที่จำนวน 6 ราย โดย 1 ในนั้นระบุว่าเป็นผู้หญิงอายุ 28 ปี ประกอบอาชีพนักแสดงอิสระ พร้อมทั้งเปิดไทม์ไลน์ ซึ่งความลับที่เธอพยายามจะปิดเอาไว้ก็เลยมาโป๊ะแตก

เมื่อดูไทม์ไลน์ว่าเดินทางจาก กทม. มาถึงเชียงใหม่ ในวันที่ 26 มิ.ย. “พิมฐา” ไม่มีกิจกรรมแม้เพียงนาทีเดียวที่แสดงให้เห็นว่ามีความตั้งใจจะกักตัวอยู่ในบ้านพักเลย ทุกข้อบังคับที่รัฐบาลประกาศให้ประชาชนทั้งประเทศต้องปฏิบัติตาม พรบ.ควบคุมโรคระบาด รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกวัน สถานการณ์ระบาดเข้าสู่ภาวะวิกฤติจนโรงพยาบาลไม่สามารถรับผู้ป่วยเข้ารักษาได้แล้ว

… แต่ก็ไม่ได้ทำให้เน็ตไอดอลคนนี้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการกักตัวในที่พักเป็นระยะเวลา 14 วันเลย

ไม่กักตัวไม่พอ เธอยังมีภาพที่ถูกถ่ายขณะไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยระหว่างอยู่ในพื้นที่สาธารณะอีกด้วย คือ รู้ว่าตัวเองมาจากพื้นที่เสี่ยงจากโควิดระบาดแล้วก็เปิดหน้ากากอนามัยถ่ายรูป

 

 

พฤติกรรมที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม อยากทำอะไรก็ทำ ทัศนคติส่วนตัวของ “พิมฐา” ที่มีต่อสถานการณ์การระบาดของโควิดปัจจุบันเป็นการกระทำที่เหมือนเว้าวอนอยากให้คนในสื่อโซเชียลเข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบรุมด่าให้ครอบครัวเธอได้รับความเสียหาย เธอจะได้สาแก่ใจอะไรประมาณนั้น

แม้แต่แรงงานต่างด้าวประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในไทย พวกเขายังให้ความระมัดระวังและให้ร่วมมือกับมาตรการควบคุมป้องกันอย่างดี แล้วพิมฐา ซึ่งจะว่าไปก็อายุ 28 ปีแล้ว ทำไมจึงแบ่งแยกไม่ได้ว่าการปฏิบัติตัวระหว่างโควิดระบาด พฤติกรรมแบบไหนคือ “ผิดชอบชั่วดี”

เมื่อมีชาวเน็ตจับได้ว่าพิมฐาและแฟนอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยกัน หลังจากที่เธอติดโควิดแล้วนั้น ปรากฏว่ารูปภาพที่เธออัพลงไอจีกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเองให้ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย เพราะหากดูไทม์ไลน์ที่เธอเปิดเผยกับสาธารณสุขจังหวัด นำมาเทียบกับรูปในวันที่เธออัพลงโซเชียล ก็ยังพบอีกว่าเน็ตไอดอลสาวคนนี้ตั้งใจจะปกปิดไทม์ไลน์ที่เธอเดินทางไปในแต่ละวัน

อย่าลืมว่าชีวิตสโลว์ไลฟ์ในต่างจังหวัด เธอจะระบุไทม์ไลน์ว่าตอนกลางวันอยู่ร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วตอนเย็นไปร้านขนมไม่ได้ เพราะการเดินทางไปแแต่ละแห่งไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนถนนเหมือน กทม. ดังนั้นช่วงเวลาหลังจากกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จแล้วคือสถานที่บางแห่งที่พิมฐาตั้งใจจะปกปิดข้อมูล

สรุปคือเน็ตไอดอลสาวคนนี้ไม่ปฏฺิบัติตามมาตรการควบคุมตั้งแต่ถึง จ.เชียงใหม่ วันที่ 26 มิ.ย. และเมื่อเจ้าหน้าที่่ต้องประกาศเตือนสถานที่เสี่ยง เธอก็ไม่ให้ความร่วมมืออีกเช่นกัน

พอผมทราบว่าเธอได้มีพฤติกรรมแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกโกรธขึ้นมาทันทีเลยนะครับ แม้เธอจะเป็นคน จ.เชียงใหม่ แต่เธอควรจะรักภูมิลำเนาแผ่นดินเกิดให้มากกว่าการตามใจฉัน ตามความสบายที่ฉันเคยชินมาตลอด

ผมโกรธเพราะตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสโทรศัพท์พูดคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชน ภาคการท่องเที่ยว หรือแม้แต่โทรไปหา นายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งท่านก็ไม่ได้ตอบคำถามอะไรมากนัก แต่ผมเองก็ได้เห็นความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่พยายามจะทำแคมเปญ “เชียงใหม่แซนด์บ็อกซ์” เพื่อเปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้ามา ให้เม็ดเงินได้ลงไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าคนตัวน้อยๆพ่อค้าร้านเล็กได้ลืมตาอ้าปากกันบ้าง

ผมจำเป็นต้องโทษว่าเธอเป็นตัวการที่ทำให้ร้านกาแฟ ร้านขนม หรือแม้แต่วัดที่เธอไปถ่ายรูปสร้างภาพว่าไหว้พระนั้น ทุกที่ๆเธอย่างกรายไปล้วนต้องปิดและได้รับความเดือดร้อนจากการ “ไม่กักตัว” ของเธอ

ผมยังโทษความเลวร้ายนี้ไปยังแฟนหนุ่ม และใครก็ตามที่อยู่ในทริป …คู่รักตลาดล่างแบกโควิดจาก กทม. ไปถล่มเชียงใหม่ให้เชื้อระบาดทุกพื้นที่ระหว่างการเที่ยวของเราสองคน

นอกจากนี้ผมยังสนับสนุนให้คณะกรรมการควบคุมโรคระบาดจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนี่งที่เข้าร่วมวางแผนเปิดเมืองตามแคมเปญ #แซนด์บ็อกซ์กอล์ฟ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเน็ตไอดอล “พิมฐา” และพวก ที่ฝ่าฝืน พรบ.ควบคุมโรคระบาด

 

ฉายาเน็ตไอดอลของ พิมหรือ “พิมฐา” ได้มาจากการโพต์ภาพหรือเขียนข้อความ โดยเรตราคาแต่ละโพสต์นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตาม (Followert) ในไอจี ดังนั้นจากการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในสังคมส่วนรวม พฤติกรรมของเธอสมควรได้รับโทษจำคุกอย่างน้อย 1 เดือน เพราะแค่ค่าปรับ 2 หมื่นบาทสำหรับเธอเสียเวลาไม่ถึง 1 นาทีเพื่อโพสต์ภาพในไอจีเพียงครั้งเดียวก็ได้เงินมาจ่ายค่าปรับแล้ว

วิกฤตโควิดที่กำลังระบาดอยู่นี้ บทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคจำเป็นต้องรุนแรงและเข้มงวด การประกาศใช้ที่ผ่านมาปีกว่าๆ เห็นแล้วว่าไม่สามารถสร้างความร่วมมือให้เกิดกับคนที่ไร้จิตสำนึก ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมได้เลย ในขณะที่มาตรการทางสังคมเองชาวเน็ตก็ช่วยกัน Unfollow หรือเลิกติดตามไอจีของเธอ แค่เพียงคืนเดียวก็ทำให้ลดลงถึง 1 แสนราย

ถ้ามาตรการทางกฎหมายไม่เด็ดขาดเหมือนที่ผ่านมา ลองนึกภาพดูนะครับว่าวันหนึ่งถ้าเราพบเจอเน็ตไอดอลคนนี้เดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัดเราจะรู้สึกอย่างไร แล้วถ้าพิมฐาแค่ออกต่างจังหวัดเดือนละครั้ง ครั้งหนึ่งประมาณ 2-3 วัน ชาวบ้านละแวกนั้นก็คงต้องวิตกกังวลว่าช่วงที่เธออยู่จะสร้างวีรกรรมอะไรทิ้งไว้ให้คนในท้องถิ่นต้องเดือดร้อนอีกหรือเปล่า

กฎหมายต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนพึงตระหนักว่าการละเลยต่อกติกาในสังคมแล้วทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถลบล้างด้วยการโพสต์แค่ข้อความ “ขอโทษ” แต่ควรกระตุ้นให้เกิดความระมัดระวังในคราวต่อๆไปด้วย

ใครจะว่าผมใจร้ายผมก็ยอมละครับ แต่ผมยกมือสนับสนุนว่าโทษจำคุกเหมาะสมกับคนที่มีพฤติกรรมไม่ให้ความร่วมมือกับการควบคุมโรคระบาดครับ

(โดย: ธนก บังผล)

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: