Auto

ดราม่าอุบัติเหตุรถยนต์ ‘Tesla’   และปมการปั่นราคาหุ้นของ “อีลอน มัสก์”

คดีอุบัติเหตุ รถยนต์ Tesla ชนต้นไม้ จนทำให้ชาย 2 คนที่อยู่ภายในรถเสียชีวิต รายงานข่าวระบุว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่่ผ่านมา (17 เม.ย.) โดยตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนี้  เปิดเผยด้วยว่าจากหลักฐานทางกายภาพทำให้เชื่อได้ว่าขณะที่เกิดเหตุไม่มีใครอยู่ที่เบาะคนขับ เหมือนเป็นการเปิดแผลที่ Tesla ต้องการล้างตามากที่สุด หลังจากต้องตกเป็นจำเลยสังคมว่ารถยนต์ที่ผลิตขึ้นโดยลดการเผาผลาญทรัพยากรน้ำมันนี้ หากเปิดระบบ Autopilot แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ตัวรถยนต์จะกลายเป็นอาวุธอันตรายจนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทุกครั้ง

เรารวบรวม 21 ข้อที่จะอธิบายทุกประเด็นตั้งแต่ระบบการขับเคลื่อนแบบกึ่งอัตโนมัติอันล้ำสมัยของรถยนต์ ,คดีอุบัติเหตุ และความเชื่อมโยงถึงการทวีตข้อความปั่นหุ้นของ “อีลอน มัสก์” จน กลต.สหรัฐ ต้องสั่งลงโทษปรับเงิน

1. รถยนต์ยี่ห้อ Tesla ได้ชื่อว่าเป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออนาคต ด้วยจุดเด่นคือเร่งการเปลี่ยนจากน้ำมันไปใช้พลังงานทางเลือกอื่น โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า ซึ่ง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบัน คือซีอีโอของบริษัท

2. โดยรถคันที่ประสบอุบัติเหตุคือ Tesla Model S เป็นรถยนต์ระบบไฟฟ้าล้วนแบบ sedan 5 ประตู หรือที่เรียกว่า liftback เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2012 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ออกสู่ตลาดเพื่อเปลี่ยนภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในมุมมองของคนทั่วไปในแง่ของการใช้งานจริงและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดคือ Tesla Model S 2021 โดยในรุ่นท็อป Plaid และ Plaid+ ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังมากถึง 1,020 แรงม้า สามารถทำความเร็วเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาต่ำกว่า 2 วินาที อีกทั้งยังวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยในการชาร์จแบตเตอรี่ 1 รอบ รถเดินทางได้เกิน 800 กิโลเมตร

ราคาจำหน่ายของ Tesla Model S 2021 เริ่มต้นที่ 79,990 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 2.42 ล้านบาท

 

3.Mark Herman ตำรวจเจ้าของคดีนี้ กล่าวในการแถลงข่าวว่า หลังจากรถ Tesla ชนกับต้นไม้ทำให้เกิดเพลิงลูกไหม้ พบชาย 2 คน อยู่ภายในรถ วัย 59 และ 69 ปี คนหนึ่งนั่งอยู่ที่เบาะโดยสารด้านหน้า ส่วนอีกคนอยู่ที่เบาะด้านหลัง ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากำลังมีการทดสอบระบบ Autopilot หรือการขับขี่อัตโนมัติโดยไร้คนขับ เพราะเมื่อไม่กี่เดือนก่อน Tesla ได้มีการอัปเดตเฟิร์มแวร์ใหม่เข้ามา เรียกว่าระบบ Full Self-Driving

4.หลังจากอัปเดตระบบที่ว่านี้ จะทำให้รถขับเคลื่อนไปตามถนนได้เองภายในเขตตัวเมือง จากเดิมที่เคยกำหนดให้ใช้ได้แค่บนทางด่วน เพราะรถสามารถเลี้ยวรถที่สี่แยก เลือกเลนถนน รวมถึงอ่านสัญญาณไฟ-ป้ายจราจร  ระบบดังกล่าวก็มีมาตรการความปลอดภัยติดตั้งเอาไว้อยู่ นั่นคือถ้าหากคนขับไม่จับพวงมาลัยเอาไว้ ระบบจะแจ้งเตือนขึ้นมา และถ้ายังไม่จับต่อไปอีกสักระยะ รถก็จะค่อยๆ ลดความเร็วและจอดด้วยตัวเอง.”อีลอน มัสก์” กล่าวว่า “มีความมั่นใจอย่างสูงว่ารถยนต์จะสามารถขับเคลื่อนตัวเองได้ด้วยความน่าเชื่อถือเกินกว่ามนุษย์ในปีนี้”

5.ตำรวจบอกอีกว่าเจ้าของรถ Tesla คันนี้ น่าจะกำลังใช้ช่องโหว่ของระบบอะไรบางอย่างก็เป็นได้ เพราะ Tesla Model S ปีรุ่น 2019  ไม่สามารถเข้าโค้งได้จนไถลออกนอกถนน แล้วชนเข้ากับต้นไม้เกิดไฟลุกท่วม ขณะที่บริษัทเตรียมเปิดตัวซอฟต์แวร์ “ขับเคลื่อนด้วยตัวเองเต็มรูปแบบ” หรืออัปเดตให้กับลูกค้าจำนวนมากขึ้น การพิจารณาคดีเมื่อปีที่แล้วประธานคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) กล่าวว่า “ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติการอนุญาตให้ผู้ขับขี่ในยานพาหนะอัตโนมัติบางส่วน โดยแสร้งทำเป็นว่าพวกเขามีรถยนต์ที่ไม่มีคนขับ”

6 สื่อต่างประเทศรายงานอีกว่า มีผู้ระบุเหตุหลังรถชนกับต้นไม้แล้วเปลวเพลิงก็ลุกโหมขึ้นมานานกว่า 4  ชั่วโมง เผาผลาญยานยนต์แห่งอนาคตจนเหลือแต่เศษซาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามเข้าช่วยเหลือ แต่เนื่องจากการดับไฟที่ลุกจากแบตเตอรี่ของรถ Tesla นั้น ต้องใช้วิธีการดับไฟที่แตกต่างจากปกติ

 

7. อย่างไรก็ตาม ทาง Tesla จึงได้ทำการกู้ข้อมูลจากระบบบันทึกของรถ (Data Logs) ผลปรากฎว่ารถคันนี้ยังไม่ได้เปิดใช้งานเทคโนโลยี Autopilot โดยไม่ได้ทำการซื้อบริการไว้ด้วยซ้ำ ซึ่ง “อีลอน มัสก์” อธิบายด้วยว่าเมื่อระบบ Autopilot ปัจจุบันยังไม่ถึงระดับ 5 ทำให้ตอนนี้หากจะใช้ระบบนี้รถ Tesla ต้องวิ่งบนถนนที่มีเส้นปะแยกเลน แต่ผู้ขับไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น

8. หมายความว่าประเด็นที่ถูกจุดแต่แรกคือปัญหาระบบ Autopilot ของ Tesla มีข้อบกพร่องไม่สามารถใช้ได้บนถนนจริงนั้นไม่ถูกต้อง โดยข้อมูลที่ได้มานี้ต้นเหตุในการเกิดอุบัติเหตุไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการใช้งานระบบ Autopilot เลย

9.ตำรวจดับเพลิงบอกกับสื่อมวลชนว่า ข่าวที่มีคนได้ยินว่าเกิดไฟไหม้ 4 ชั่วโมงนั้น #ถูกสร้างขึ้นมา ซึ่งประเด็นนี้ทาง Tesla ถูกโจมตีอย่างหนักในกรณีเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญสร้างอันตรายและความเสียหายเพิ่มขึ้น ดราม่าคือจากเหตุการณ์นี้ทางทีมงานของตำรวจดับเพลิงไม่สามารถดับไฟที่ลุกไหม้นานถึง 4 ชั่วโมงติด เพราะรถยนต์ EV นั้นไม่เหมือนรถยนต์ทั่วไป โดยหลายฝ่ายฟันธงว่าเป็นสาเหตุของการทำให้มีผู้เสียชีวิต

10. ตำรวจดับเพลิงของ Houston กล่าวว่า ที่สื่อรายงานออกไปนั้นไม่จริงเลย พวกเขาไปถึงจุดเกิดเหตุเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ดับไฟได้แล้ว และไม่เคยต้องเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากใคร ดังนั้นเมื่อดราม่าไม่ได้เกิดขึ้นจากประเด็นระบบของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเหตุ ก็ทำให้เชื่อได้ว่าข่าวที่ปล่อยออกมานี้ย่อมไม่หวังดีกับ Tesla อย่างแน่นอน

11. อย่าลืมว่า “อีลอน มัสก์” ก้่าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลกได้อย่างรวดเร็วเพราะมูลหุ้นของบริษัท Tesla เพิ่มขึ้นแบบทบเท่าทวีคูณกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ ข่าวปลอมที่ถูกปล่อยอาจส่งผลต่อการลงทุนและราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้

12. เมื่อย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม 2018 เคยเกิดเหตุการณ์รถของ Tesla พุ่งชนรถบรรทุก จนเป็นเหตุให้คนขับเสียชีวิต ภายหลังการใช้เวลาสืบสวนมาอย่างยาวนาน หน่วยงานความปลอดภัยทางคมนาคมของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยผลการหาสาเหตุโดยระบุว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น รถTesla กำลังเปิดใช้งานระบบ Autopilot ตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นเหมือนปมในใจ เพราะหากรถยนต์ของ Tesla เกิดเฉี่ยวชนหรืออุบัติเหตุไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือรุนแรง คำถามแรกที่่จะถูกถามขึ้นมาทันทีคือ ระบบ Autopilot ของ Tesla นั้นปลอดภัยหรือไม่ และใช้งานได้แค่ไหน ?

13. ทั้งนี้ รายงานระบุว่าสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ เกิดขึ้นเนื่องจากระบบ Autopilot ของ Tesla หลังคนขับรถไม่ได้ใช้มือจับพวงมาลัยเป็นเวลา 8 วินาทีก่อนเกิดเหตุ และรถวิ่งมาด้วยความเร็ว 109 กม./ชม. (ซึ่งเกินกว่าความเร็วที่กฎหมายกำหนดที่ 90 กม./ชม.) กระทั่งระบบการทำงานขับขี่แบบอัตโนมัติได้พารถเข้าไปมุดใต้รถพ่วงที่ขับอยู่บนถนน จนทำให้คนขับ Tesla เสียชีวิต

14. ผู้ผลิตรถยนต์ Tesla ได้ออกมายืนยันว่า ระบบดังกล่าวนั้นมีความปลอดภัย แต่ว่าผู้ขับขี่ต้องใช้งานให้ถูกต้องตามที่บริษัทแนะนำ คือต้องจับพวงมาลัยตลอดเวลาในขณะเปิดระบบ Autopilot ซึ่งเมื่อผู้ใช้ไม่ทำตามคำแนะนำดังกล่าว ก็ถือเป็นการละเมิดคู่มือการใช้งานรถ

 

และนอกจากนี้ยังระบุว่า ระบบได้แจ้งเตือนให้คนขับจับพวงมาลัยแล้ว แต่มีการฝ่าฝืนต่อ ผู้ขับไม่ยอมนำมือมาจับพวงมาลัยตามที่ระบบแจ้งเตือน จนเกิดอุบัติเหตุในที่สุด

15. ดราม่า Autopilot กับอุบัติเหตุไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2016 เมื่อคนขับรถ Tesla Model S รายหนึ่งเสียชีวิตเนื่องจากรถพุ่งชนและไฟลุกไหม้ ขณะที่กำลังเปิดระบบ Autopilot ,ครั้งที่ 2 เหตุเกิดช่วงเดือนมกราคม 2018 และมีลักษณะของอุบัติเหตุคล้ายๆกับการพุ่งชนต้นไม้จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย คาดว่าน่าจะได้ผลการสอบสวนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในอีกไม่นานนี้

16.Autopilot หรือระบบขับเคลื่อนกึ่งอัตโนมัติของ Tesla มีฟีเจอร์มากมาย เช่น สามารถรับรู้ได้ว่ามีรถยนต์คันอื่น ๆ ที่อยู่บนถนน ตรวจจับและหลบหลีกกรวยที่วางบนถนน รวมทั้งปลายปี 2018 ได้เริ่มพัฒนาการตอบสนองต่อสัญญาณไฟจราจรและป้ายหยุดที่ต้องพบในบางครั้ง การอัปเดตซอฟต์แวร์ล่าสุด Tesla ได้เปิดตัวฟีเจอร์ตอบสนองสัญญาณไฟจราจรและป้ายหยุดรถให้ใช้งานกันได้แล้วผ่านซอฟต์แวร์อัปเดต 2020.12.6 แต่ยังมีเฉพาะสำหรับภายในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นและเจ้าของรถยนต์ Tesla ที่ใช้ชิป HW 3 ตัวล่าสุดซึ่งมาพร้อมกับการซื้อ Full Self-Driving

17.ในขณะที่สื่อต่างประเทศอย่างซีเอ็นเอ็น รายงานว่าหาก อีลอน มัสก์ ซีอีโอแห่ง Tesla จะทวีตหรือโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขและการดำเนินงานของ Tesla เขาจะต้องส่งเนื้อหาไปให้ทนายความตรวจสอบก่อน หลังจากเคยก่อเหตุทวีตข้อความเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2018 ว่า “กำลังพิจารณาซื้อหุ้น Tesla กลับคืนมาเป็นของตัวเอง ด้วยราคา 420 ดอลลาร์ต่อหุ้น”

18.ไม่เพียงเท่านี้ มัสก์ยังเขียนอธิบายลงในเว็บบล็อก Tesla ว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจจะทำจริง แต่เหตุผลที่มีแนวคิดแบบนี้ขึ้นมาเพราะพนักงาน Tesla ทุกคนมีหุ้นบริษัทอยู่ ขณะที่ราคาหุ้นก็ผันผวนตามใจนักลงทุนเกินไป หากเขาซื้อหุ้นกลับและออกจากตลาดหลักทรัพย์ พนักงานจะได้โฟกัสกับงานของตัวเองอย่างเต็ม ไม่ต้องสนใจราคาหุ้นนั่นเอง เขาบอกว่าการออกตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บริษัทโฟกัสเป้าหมายระยะยาวได้ดีกว่าเดิม ไม่ต้องมุ่งเน้นแต่กำไรระยะสั้นอีกด้วย เรียกได้มีข้อดีถึงสองต่อ

 

19. วันต่อมา มัสก์ ยังพูดถึงประเด็นนี้ซ้ำอีกว่า ได้คุยกับกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบีย และพวกเขาก็พร้อมที่จะเป็นนายทุนให้ และนั่นทำให้ SEC (กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ของอเมริกา มองว่าการกระทำของเขาเข้าข่ายเป็นการจงใจปั่นหุ้น Tesla ให้สูงขึ้น และยื่นฟ้องเขาฐานฉ้อโกงหลักทรัพย์ โดยเรียกร้องให้มัสก์ ออกจากบอร์ดบริหารของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด เพราะผลจากการที่เขาทวีตและประกาศข้อความดังกล่าว ได้ทำให้หุ้นของ Tesla พุ่งขึ้นมาในระดับที่สูงมากๆ คือ จากเดิมมีราคาประมาณ 340 ดอลลาร์ต่อหุ้น พุ่งถึง 380 ดอลลาร์ต่อหุ้น บวกไปกว่า 11% เลยทีเดียว

20. อีลอน มัสก์ ขอยอมความและจ่ายค่าปรับเป็นจำนวน 40 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 1,300 ล้านบาท พร้อมกับลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารของ Tesla โดยมีกำหนดเว้นวรรค ห้ามกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 3 ปี แต่สามารถอยู่ในตำแหน่ง CEO ได้

21.จากพฤติกรรมดังกล่าว SEC จึงได้ทำข้อตกลงให้ มัสก์ มหาเศรษฐีหนุ่มยังใช้ทวิตเตอร์ได้อย่างอิสระต่อไป แต่มีข้อแม้เพียงประการเดียวเท่านั้นคือ หากจะทวีตข้อความใดๆที่เกี่ยวกับการเงิน ยอดผลิต-ยอดขาย-ยอดส่งมอบ ไม่ว่าจะตัวเลขจริง-คาดการณ์-ประเมิน หรือไลน์ธุรกิจใหม่ของ Tesla ที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้น เขาจะต้องส่งเนื้อหาไปให้ทีมกฎหมายของ SEC ตรวจสอบเสียก่อนจะเผยแพร่ทวีตข้อความนั้นได้

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: