Columnist

หัวอก ‘ยายบวน’ ชาติก็ต้องรัก ‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ ก็ต้องคืน!

เมื่อกรมบัญชีกลางมีหนังสือให้เรียกเก็บเบี้ยสูงอายุคืนยายบวน โล่ห์สุวรรณ อายุ 89 ปี ชาวบุรีรัมย์ ย้อนหลัง 10 ปี เป็นเงินถึง 84,400 บาท

คำถามที่ตามมาคือตลอดเวลาที่ผ่านมา 10 ปีเกิดอะไรขึ้น ทำไมหญิงชราคนหนึ่งถึงต้องตกยู่ในสภาพลูกหนี้รัฐอย่างมหาศาล เราจะย้อนไปดูสาเหตุตั้งแต่แรกกันครับ

ปี 2544 จ.ส.อ.จักราวุทธ โล่ห์สุวรรณ ลูกชาย ซึ่งเป็นทหารสังกัดมณฑลทหารบกที่21 (มทบ.21) จ.นครราชสีมา เสียชีวิตจากเหตุการณ์คลังแสงโคราชระเบิด ทางต้นสังกัดจึงพิจารณาจ่ายเงินบำนาญพิเศษ ให้กับพ่อและแม่คนละ 5,000 บาทต่อเดือน แต่หลังจากสามีเสียชีวิตก็เหลือยายคนเดียวที่ได้รับเงินบำนาญทายาทเดือนละ 5,000 บาท

พ.ค.2562 ทางรัฐได้เพิ่มวงเงินบำนาญกรณีพิเศษ เนื่องจากลูกชายเสียชีวิตจากเดือนละ 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท

ทั้งนี้ ยายบวน เริ่มรับเบี้ยผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2553 นาน 10 ปี จนกระทั่งปี 2563 ทางอบต.เจริญสุขแจ้งว่าต้องหยุดจ่ายเงินเบี้ยผู้สูงอายุของยาย โดยยังแนบหนังสือจากกรมบัญชีกลางคิดดอกเบี้ยที่ผ่านมาให้เสร็จสรรพ เป็นเงินรวม 84,000 บาท

“ตกใจมากแทบช็อกและรู้สึกงง ว่าทำไมจู่ๆ เพิ่งจะมาเรียกคืน ทำไมไม่ทักท้วงตั้งแต่เริ่มจ่ายว่ายายไม่มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ เพราะได้บำนาญพิเศษกรณีลูกชายเสียชีวิตแล้ว ทั้งที่ระบบราชการก็สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว แต่ปล่อยให้ล่วงเลยมาจนถึง 10 ปีแล้วมาเรียกเงินคืน ยายก็ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปคืนเพราะเงินบำนาญเดือนละ 5,000 บาท ก็ไม่พอกินอยู่แล้ว เพราะต้องจ่ายค่าจ้างรถไปรักษาตัวทั้งโรคหัวใจขาดเลือด สมองฝ่อ หัวใจโต และโรคซีด ที่ร.พ.เดือนละหลายรอบ” ยายบวน ถึงกับโอดครวญหลังตกเป็นข่าว

 

สิ่งที่ยายบวนสงสัย เป็นสิ่งที่คนทั้งประเทศก็สงสัย จนมีการตั้งคำถามว่าถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้จะทำอย่างไร

ถ้าจะเอาทางกฎหมายจากหน่วยงานรัฐที่ออกมาชี้แจง สรุปคือ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต้องไม่เป็นผู้ได้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งทาง อบต. มีหนังสือสอบถามไปยังกรมบัญชีกลางให้ตรวจสอบกับฐานข้อมูลผู้รับบำนาญ และกรมบัญชีกลางพบว่ายายบวนเป็นผู้รับบำนาญพิเศษ นั่นทำให้อบต. จะต้องเรียกคืนเงินตามขั้นตอนรวมถึงวิธีที่ อบต. กำหนด โดยไม่ได้อยู่ในอำนาจของกรมบัญชีกลาง

มีนักวิชาการด้านกฎหมายออกมาให้ความเห็นว่า กรณีนี้ถือเป็นความบกพร่องในการตรวจสอบตรวจทาน เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่ จึงต้องไปไล่เบี้ยกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อต่อไป

ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 412 ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริต จึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน

สรุปคือ ในกรณีที่ยายบวนได้รับเงินเบี้ยผู้สูงอายุไว้โดยสุจริต (หากฟังข้อเท็จจริงได้ว่ายายไม่ทราบข้อกฎหมาย/ปิดบังข้อเท็จจริงที่ตนใช้สิทธิซ้ำซ้อน) และถ้ารับเงินไว้โดยสุจริตและได้นำไปใช้จ่ายหมดแล้วก่อนที่จะถูกเรียก ยายบวนไม่ต้องคืนเงิน ตามป.พ.พ. มาตรา 412

นั่นเป็นกรณีที่ไม่ต้องจ่ายครับ แต่ความเป็นจริงคือมีเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปแนะนำให้ยายบวนนำเงินจากบำนาญพิเศษดังกล่าว ไปผ่อนชำระ

นางลัดดาวรรณ ลูกสาวยายบวน ยอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทำให้สงสารแม่มากแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะลำพังตัวเองก็แทบเอาตัวไม่รอด

“ทำนาขายข้าวได้ผ่อนจ่ายหนี้ ธ.ก.ส.แต่ละปียังไม่พอ มีภาระเลี้ยงลูกอีก 3 คน แถมยังมีโรคประจำตัวหอบหืด และเนื้องอกที่ปอดรุมเร้าอีก ทั้งแม่และลูกๆ คงไม่มีปัญญาจะหาเงินไปจ่ายเบี้ยคนชราคืนให้กับกรมบัญชีกลางได้ แต่หากกรมบัญชีกลางจะดำเนินคดี จะขอติดคุกแทนแม่ เพราะแม่แก่แล้วและป่วยหลายโรคด้วย”

เจ้าหน้าที่แนะนำว่า หากจะผ่อนแบบไม่มีดอกเบี้ย ต้องผ่อนเฉลี่ยประมาณเดือนละ 7,030 บาท จำนวน 12 เดือน ซึ่งคุณยายขอปรึกษาหารือกับทางลูกหลานก่อน เพราะหากยายผ่อนเดือนละ 7,030 บาท จะเหลือเงินใช้จ่ายแค่ประมาณ 3,000 กว่าบาท ยายบวนและลูกสาว ก็เข้าใจระเบียบว่าต้องคืนเงิน แต่ฐานะยากจนประกอบกับมีภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ก็เลยมืดแปดด้านว่าจะเงินก้อนที่ไหนมาจ่ายคืน

นั่นคือทั้งหมดในมุมกฎหมายซึ่งยังต้องหาบทสรุปว่าจะจบลงอย่างไร แน่นอนครับบ้านเมืองมีขื่อมีแปแต่จุดสมดุลประเด็นนี้ในมุมของมนุษยธรรมบางครั้งก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี

10,800 บาทต่อเดือนสำหรับคนชรา ถ้าเราลองมองถึงชีวิตลูกชายที่ยายบวนต้องเสียไปกับการเป็นทหารรับใช้ชาติ บำนาญพิเศษ 10,000 บาท กับเบี้ยผู้สูงอายุ 800 บาท การเสียชีวิตของกำลังพลคนหนึ่ง แล้วกองทัพยังส่งเงินให้พ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ลำบากน่าจะเป็นการตอบแทนหลังความตายที่ทหารหลายๆคนคิดว่าสมน้ำสมเนื้อนะครับ

แต่ถ้าเลือกได้ขอไม่ตายดีกว่า กับเงินเพียง 10,800 บาทต่อเดือนแลกได้ก็ขอแลกกับชีวิตลูกกลับมาให้พ่อแม่พึ่งพายามแก่เฒ่าน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาที่สุด

กรณียายบวน ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าต้องเลือกรับแค่บำนาญพิเศษที่มากกว่าเบี้ยผู้สูงอายุ หากต้องถูกเรียกเก็บเงินย้อนหลังมองมุมไหนก็รังแกคนแก่ครับ

 

 

ทางออกที่ผมคิดว่าน่าจะมี 3 ทางครับ คือ

1.ตามกฎหมายแล้วยายบวน “ไม่ต้องจ่าย” แต่เงินส่วนนี้ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ต้องมีสักคนครับ

2.เหล่าบรรดานายพลที่มีมากมายแทบจะเดินชนกันทั้งในสภาและทำเนียบรัฐบาล จะไม่ใยดีกันหน่อยเลยหรืออย่างไรครับ

3.ยืดเวลาผ่อนชำระจาก 12 เดือนออกไป สัก 60 เดือน ซึ่งผมเชื่อว่าชาวบ้านไม่หนีหรอกครับ เพราะไม่มีใครอยากมีปัญหากับหน่วยงานรัฐ ตกเดือนละ 1,400 บาท เหลือ 8,000กว่าบาทให้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องบ้างก็คงไม่เสียหาย ใช่มั้ยครับ

ตอนที่ จ.ส.อ.จักราวุทธ ลูกชายยายบวนรับราชการทหาร กองทัพก็ปลูกฝังให้เขารักชาติแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะดูแลครอบครัวอีกนิด ไม่ให้ครหาได้ว่าชาติก็ต้องรัก เบี้ยผู้สูงอายุก็ต้องคืน

ที่ขึงขังกันว่านี่เป็น “เงินแผ่นดิน” ที่ต้องคืนนั้น ยายบวนไม่ได้สั่งจ่ายออกมาจากกรมบัญชีกลางเองนะครับ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: