Biznews

จาก”ไลฟ์ สเตชั่น”สู่ “ลีฟวิ่ง คอมมิวนิตี้” การรุกคืบครั้งใหม่ ” ปตท.”

แม้ว่าจะยืนหยัดครองความเป็นผู้นำชนิดหาตัวจับยากและยากยิ่งที่ใครจะเบียดหรือแซงขึ้นมาใกล้เคียงแบบหายใจรดจมูก แต่ ปตท.สถานีบริการน้ำมันอันดับหนึ่งของเมืองไทยด้วยจำนวนสาขาที่มีมากถึง 1,670 สาขาทั่วประเทศ และอีก 240 ในตลาดต่างประเทศก็ยังคงเดินหน้าปั้นเกมการตลาดต่อไปเพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจปั้มน้ำมัน โดยเฉพาะการให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ ภายใต้มาตรฐานเดียวกันสอดคล้องกับนโยบายของปตท. ในอีก 5 ปี

คล้อยหลังไปประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ปตท. เคยวางคอนเซ็ปท์ของสถานีภายใต้แนวคิด ปตท. ไลฟ์ สเตชั่น : ความสุขหลากหลายในที่เดียวด้วยการเลือกสรรสิ่งอำนวยความสะดวกสบายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายรวบรวมไว้ในแห่งเดียวแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.แบบพีทีที พาร์ค สถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ รูปแบบทันสมัย มีบริเวณพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ สวนหย่อมขนาดใหญ่ มากถึง 30% พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน, 2.แบบแพลทตินั่ม สถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนกันกับแบบแรก ต่างตรงที่ขนาดพื้นที่อาจจะเล็กกว่าเล็กน้อย และ 3.แบบสแตนดาร์ด ประกอบด้วยส่วนของสถานีบริการและร้านค้าสะดวกซื้อ

ครั้นเมื่อทิศทางการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในสถานีบริการน้ามันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง มีคู่แข่งรายใหม่ๆ เกิดขึ้น ปตท.ได้ประกาศแผนการลงทุน 5 ปีต่อจากนี้มี 2 รูปแบบคือ 1) สำหรับการลงทุนที่มีความชัดเจน (committed capex) รวม 340,000 ล้านบาท และ 2) โครงการที่มีความเป็นไปได้ที่จะลงทุน (provisional capex) 245,000 ล้านบาท

ประเด็นสำคัญคือ ปตท.เตรียมที่จะเปิดตัวสถานีบริการน้ำมันคอนเซ็ปต์ใหม่ ที่เรียกว่า “living community” ที่ออกแบบให้สถานีบริการน้ำมันเป็นศูนย์รวมชุมชน จากเดิมที่ให้สถานีบริการเพียงจุดซื้อ-ขาย เพื่อเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย จากเดิมที่เน้นให้บริการผู้เดินทาง มาเป็นทั้งผู้เดินทางและชุมชนรอบพื้นที่สถานีบริการ และเป็นแหล่งรวมสินค้าและบริการต่าง ๆ ทั้งที่เป็นของ ปตท .และพันธมิตรทางธุรกิจ

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกว่า ปตท.มีแผนที่จะพัฒนาปั๊มน้ำมันปตท. ภายใต้คอนเซปต์ใหม่ด้วยการเปลี่ยนจาก”ไลฟ์สเตชั่น”มาเป็น”ลีฟวิ่งคอมมิวนิตี้” เพื่อทำให้ปั๊มน้ำมันกับชุมชนในแต่ละทำเลนั้นๆ มีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น โดยภายในสถานีจะประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ศูนย์ออกกำลังกาย สถานที่สำหรับละหมาด ลานเด็กเล่น และพื้นที่ขายสินค้าโอทอป ซึ่งนำร่องไปแล้ว 2 แห่งคือ จังหวัดสุพรรณบุรีและพิษณูโลก โดยในปีนี้เตรียมเปิดอีก 7-8 แห่งในพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคที่เป็นเส้นทางหลักของเมืองต่างๆ

ทั้งนี้ ในแต่ละสถานีจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละทำเลนั้นๆ ซึ่งปตท.จะมีการบริหารงานแบบยืดหยุ่น ไม่มีการฟิกซ์ตายตัวว่ารูปแบบของปั้มจะต้องมีหน้าตาเหมือนกันทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่วางจำหน่ายก็เป็นสินค้าตามฤดูกาลของสถานที่นั้นๆ อย่างภาคกลางก็เป็นข้าว ภาคเหนือก็จะเป็นผลไม้ เป็นต้น เพื่อให้สังคมนั้นๆ เกิดความเข้มแข็ง

ปัจจุบันปั๊มน้ำมันปตท. มี 1,670 สาขา ปีนี้เตรียมเปิดเพิ่มอีก 300 แห่ง ในเส้นทางจังหวัดรองรวมท้ังพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร โดยตั้งเป้าภายใน 5 ปีจะมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,900 สาขา ส่วนในต่างประเทศจะขยายเพิ่มให้ครบ 500 สาขา ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่มี 240 สาขา ใน 3 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ โดยในปีนี้เตรียมขยายไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เฉลี่ยลงทุน 30-80 ล้านบาทต่อสาขา

ล่าสุด ปตท. ได้เปิดตัว “PTT UltraForce Diesel” น้ำมันดีเซลสูตรใหม่ในรอบ 7 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสูตรบลูอินโนเวชั่น โดดเด่นด้วยสารเติมแต่งพิเศษที่ใช้รายแรกของโลก ที่จะช่วยให้รถยนต์แสดงสมรรถนะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในราคาเท่าเดิม หลังจากนี้ประมาณเดือนเมษายนก็จะมีการเปิดตัวน้ำมันเบนซิน สูตร UltraForce ออกมาเช่นเดียวกัน

ในปีที่ผ่านมา ปตท. มียอดขายน้ำมันประมาณ 12,000 ล้านลิตร คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 40% แบ่งเป็นยอดขายน้ำมันดีเซล 8,000 ล้านลิตร ส่วนแบ่ง 38.5% และ น้ำมันเบนซิน 4,000 ล้านลิตร ส่วนแบ่ง 40% ภายใน 5 ปีตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรวมและน้ำมันเบนซิลอีก 2-3% ส่วนน้ำมันดีเซลเพิ่มเป็น 42%

“ลิฟวิ่งคอมมูนิตี้” จะโดนใจสังคมชุมชนและฉีกหนีคู่แข่งที่กำลังเร่งตีตื้นขึ้นมาได้หรือไม่ ต้องติดตาม

Tags

Related Articles

Close
%d bloggers like this: