Real Estate

จะเอาตังที่ไหนซื้อ!ส่องอสังหาปีหน้า ต้นทุนพุ่ง คาดราคาบ้านเตรียมปรับขึ้น!!

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ คาดราคาบ้านน่าจะปรับขึ้นในปี 65 และผู้ประกอบการจะเริ่มตัดโปรโมชั่นออก ดังนั้นการตัดสินใจซื้อบ้านในช่วงนี้จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

เกาะติดภาพรวมเศรษฐกิจไทย กูรูมีมุมองอย่างไร ปัจจัยบวกและสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2565 การพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับผู้สูงวัย และรถไฟฟ้าสายใหม่

ทั้งนี้ DDproperty รวบรวมมาดังนี้

 

1. ราคาที่อยู่อาศัยปี 2565 เตรียมปรับราคาขึ้น
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ แนะจับตาการปรับราคาของที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ เมื่อต้นทุนก่อสร้างขยับตัวไปรอแล้วในช่วงก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ปูน วัสดุที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมีและค่าขนส่งที่กำลังจะขยับตาม รวมไปถึงราคาที่ดิน

แนวโน้มราคาบ้านจึงน่าจะปรับขึ้นในปี 2565 ผู้ประกอบการจะเริ่มตัดโปรโมชั่น การลดราคา และแจกของแถมลง ดังนั้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงปลายปี 2564 จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

จากสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาส 3/2564 และแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาสที่ 4/2564 และ 2565 ในส่วนของการเปิดตัวโครงการใหม่ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่า จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 23,001 หน่วย โดยไตรมาสที่ 3/2564 มีจำนวนโครงการเปิดใหม่เพียง 4,288 หน่วย

โดยผลจากการเปิดประเทศ การผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) และมาตรการต่าง ๆ ที่นำมากระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศเริ่มฟื้นตัว ในไตรมาสที่ 4/2564 จำนวนการเปิดโครงการใหม่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 20,050 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นถึง 39% เมื่อเทียบกับกับไตรมาสที่ 4/2563

ตลอดทั้งปีจะมีโครงการเปิดใหม่รวม 43,051 หน่วย ลดลง 35% เมื่อเทียบกับปี 2563 ส่วนในปี 2565 คาดว่าจะมีโครงการเปิดใหม่รวม 85,912 หน่วย เติบโตเกือบ 100%

 

2. ที่พักอาศัยผู้สูงอายุมาแรง รองรับสังคมสูงวัย
กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาที่พักอาศัย ผู้สูงอายุรามา-ธนารักษ์ ซึ่งเป็นการนำพื้นที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ปัจจุบันมีห้องคงเหลือ 407 ห้อง จากทั้งหมด 921 ห้อง หลังจากเปิดจองสิทธิรอบใหม่เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ใน 3 ระดับราคา คือ

ราคา 1.82 ล้านบาท มีห้องคงเหลือ 60 ห้อง
ราคา 1.99 ล้านบาท มีห้องคงเหลือ 207 ห้อง
ราคา 2.10 ล้านบาท จำนวน 23 ห้อง จองเต็มทุกยูนิต

แสดงให้เห็นว่าเป็นที่นิยมสำหรับผู้สูงอายุ และประชาชนที่มีรายได้น้อย ด้วยทำเลที่ตั้งโครงการ อยู่ในทำเลปลายสายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ถือเป็นโครงการต้นแบบ ซึ่งถ้าหากมีประชาชนต้องการเพิ่ม กรมธนารักษ์ ยังสามารถจัดสรรที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการในลักษณะได้อีก

ปัจจุบันที่ดินราชพัสดุประมาณ 12 ล้านไร่ กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค รัฐมีนโยบายในการนำที่ดินของภาครัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประชาชน ทั้งการจัดสรรที่ดินเพื่อทำกินและสร้างเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน นับเป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากจากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนที่ราชพัสดุให้มีศักยภาพ และยังเป็นโครงการนำร่องในการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศ

3. คืบหน้ารถไฟฟ้าสายสีเทา นำร่องวัชรพล-ทองหล่อ
คืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว “โมโนเรลสายสีเทา” (Monorail) ซึ่งได้ข้อสรุปการดำเนินโครงการในช่วงแรกแล้ว โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว โมโนเรลสายสีเทาจะใช้ช่วงสถานี วัชรพล-ทองหล่อ เป็นเส้นทางนำร่องในช่วงแรก ระยะทางรวม 16.3 กิโลเมตร วงเงินการก่อสร้าง 27,500 ล้านบาท มีสถานีทั้งหมด 15 สถานี ใช้ระยะเวลาในการเดินทางไป–กลับ ประมาณ 62 นาที

คาดว่าจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 8,000-30,000 คน/ชั่วโมง/ทิศทาง ใช้ระบบควบคุมการเดินรถอัตโนมัติ (Automatic Train Control: ATC) และมีระบบการเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ (Automatic Fare Collection System)

ทั้งนี้ เส้นทางการเดินรถไฟมีทั้งสิ้น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ ระยะที่ 2 ช่วงพระโขนง-พระราม 3 และระยะที่ 3 ช่วงพระราม 3-ท่าพระ รวมระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าทั้งหมด 3 ระยะนี้จะเปิดให้บริการได้ในปี 2573

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือโมโนเรล เป็นการดำเนินงานตามแผนพัฒนาโครงการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ (PPP) สอดคล้องตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 มีการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะร่วมกันทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกับภาครัฐได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในระยะยาว สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วนได้ผ่านระบบขนส่งสาธารณะซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในประเทศ และต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงระบบขนส่งในภูมิภาค

 

4. ปัจจัยบวกดันจีดีพีขยายตัว ฟื้นกำลังซื้อผู้บริโภค
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) เปิดเผยว่า การเปิดประเทศได้เร็ว อัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น และแรงกระตุ้นต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐ เป็นปัจจัยบวกหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายของปี ทำให้อัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2564 ขยายตัว 1.0% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 0.3%

ในส่วนของการบริโภคมีแนวโน้มดีขึ้นในทุกหมวดสินค้า ทำให้ภาพรวมการบริโภคฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนสถานการณ์โควิด-19 ได้เร็ว และยังคงมีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในส่วนของสินค้าคงทน หลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มมีทิศทางดีขึ้น (pent up demand) สอดรับการเปิดประเทศที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ฟื้นคืนกลับมา

ด้านการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัว และการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัว สอดคล้องดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจมีทิศทางดีขึ้น รวมทั้งได้รับผลเชื่อมโยงจากการปรับแผนโครงการลงทุนใน โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ระยะสอง (ปี 2565-2569) วงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท จากระยะแรก 1.7 ล้านล้านบาท

มุ่งเน้นการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม วิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยมีมูลค่าการลงทุน 500,000 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมทั้งส่วนของการลงทุนทั้งในโครงสร้างพื้นฐาน ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve)

5. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 65 ยังคงเปราะบาง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในปี 2565 แนวโน้มค่อนข้างเปราะบางเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 กระทบตลาดแรงงานค่อนข้างรุนแรง ปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยมาจากคนไม่มีงาน แต่ต้องการเงินจึงทำให้ต้องกู้ยืม

โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นแบบ K-shape ภาคอุตสาหกรรมกับการส่งออกฟื้นตัวได้ดี ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มด้อยกว่า มีทั้งผู้ประกอบการที่ไปได้ดี และไปได้ไม่ดีนักคละเคล้ากันไป ทำให้การประเมินทิศทางเศรษฐกิจปีหน้าจึงต้องให้น้ำหนักกับความไม่แน่นอนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยมาจาก 3 เรื่อง คือ การควบคุมโควิดในประเทศ มาตรการภาครัฐ และภาคต่างประเทศ พร้อมเผย 4 ประเด็นสำคัญเศรษฐกิจไทย ดังนี้

1) จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แบงก์ชาติเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3/2564

2) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่มั่นคงนัก ความไม่แน่นอนมีสูงพอสมควร

3) อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงาน น้ำมัน พืชผักผลไม้ แต่แบงก์ชาติเชื่อว่าเป็นการเร่งตัวชั่วคราว สุดท้ายอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความจำเป็นขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่มี ดังนั้น คาดว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำจะคงอยู่ไปถึงสิ้นปี 2565

4) ปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ระดับยุคก่อนโควิด-19 ในปี 2562 ซึ่งสถานการณ์โควิดปี 2563-2564-2565 ถือว่าเป็นปีที่ยากลำบากของประเทศไทยที่กินเวลายาวนานกว่าประเทศอื่นในโลก

 

ขอบคุณข้อมูล  DDproperty

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: