Columnist

 “จอร์แดน เฮนเดอร์สัน” จากคนไม่สำคัญสู่ “กัปตัน” ฉายาอาแปะ

 “จอร์แดน เฮนเดอร์สัน”

จากคนไม่สำคัญสู่ “กัปตัน” ฉายาอาแปะ

…น้ำตาของเขาทำให้ผมร้องไห้

โดย “ธนก บังผล”

              ชัยชนะทำให้เราดีใจ แต่เส้นทางกว่าจะมาถึงจุดหมายทำให้เรามีความสุข

              ผมหมายถึง…ความสำเร็จของทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล จากเกาะอังกฤษที่สามารถคว้าถ้วยใบใหญ่สุดของสโมสรในทวีปยุโรป “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีค” มาครองเป็นสมมัยที่ 6 ได้เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

              “เราจะทำทุกอย่าง และทุ่มเททุกอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะออกสนามครั้งนี้ในฐานะผู้ชนะ” จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมลิเวอร์พูลบอกกับสื่อ ก่อนจะนำทีมลงดวลแข้งนัดชิงชนะเลิศกับ ท็อตแน่มฮ็อตสเปอร์ส

              ในฐานะแฟนบอลที่ติดตามเอาใจช่วยมานานกว่า 30 ปี เห็นความยิ่งใหญ่และผ่านความผิดหวังที่หงส์แดงต้องล้มเหลวมาไม่น้อย การคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ครั้งนี้ทำให้ผมตื่นเต้นคลุ้มคลั่งจนนอนไม่หลับ            

              ภาพที่ เฮนเดอร์สัน เดินถือถ้วยไปฉลองกับเพื่อนร่วมทีมบนสแตนด์แชมป์ ก่อนพลุไฟจะพวยพุ่งสว่างเสมือนประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่า “We Are the Champion” เป็นภาพที่จะติดตาตรึงใจผมไปนานแสนนาน      หลังจากไฟทุกดวงในสนาม ว่านต๋า เมโทรโพลิตาโน่ ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ดับลง เรื่องราวของจอร์แดน เฮนเดอร์สัน หรือ “เฮนโด้“ ก็ถูกสปอตไลท์ส่องทันที ในฐานะ “กัปตัน” ที่พาทีมคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ได้สำเร็จเป็นประวัติศาสตร์

คลิปภาพที่เฮนโด้เดินเข้ามาสวมกอดกับพ่อที่ยืนรออยู่ข้างสนาม แล้วทันใดนั้นกัปตันหงส์แดงก็ปล่อยโฮร้องไห้ออกมาในอ้อมกอดของพ่อ ทำให้สื่อต่างประเทศพากันนำเสนอ “เบื้องหลัง” น้ำตาของผู้ชนะซึ่งผมเองเมื่ออ่านแล้วก็อยากจะนำมาแบ่งปันให้กับผู้อ่าน

              “ตอนเขาอายุ 12 ขวบ ผมเคยพาเขาไปดูเกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คู่ระหว่าง ยูเวนตุส กับ เอซี มิลาน ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเขาบอกกับผมว่า ผมจะต้องลงเตะชิงชนะเลิศรายการนี้ให้ได้สักวันหนึ่ง‘  ไบรอัน เฮนเดอร์สัน พ่อของเฮนโด้ กล่าวผ่าน Optus Sport

              หลังจากที่เด็กชายเฮนโด้ กลับถึงบ้านในเมืองซันเดอร์แลนด์ ก็เริ่มสานฝันทันทีด้วยการตั้งใจฝึกฝนจนสามารถเข้าร่วมทีมซันเดอร์แลนด์ สโมสรในท้องถิ่น เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในปี 2008 ตอนอายุ 18 ปี

              อีก 3 ต่อมา เคนนี ดัลกลิช ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ก็จัดการคว้าตัวเฮนเดอร์สันเข้าสู่รั้วแอนฟิลด์ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ ในฐานะนักเตะดาวรุ่ง

26 กุมภาพันธ์ 2012 เฮนโด้ลงสนามเป็นตัวจริงในนักชิงชนะเลิศลีคคัพ กับสโมสรคาร์ดิฟฟ์ซิตี้ และสามารถคว้าแชมป์แรกภายใต้สีเสื้อแดงเพลิง อย่างไรก็ตามผลงานในพรีเมียร์ลีคของดัลกลิช จบฤดูกาลได้อันดับ 8 แย่ที่สุดในรอบ 18 ปี ไม่สามารถไปแข่งขันถ้วยยุโรปได้ ทำให้บอร์ดบริหารตัดสินใจปลด “คิงเคนนี่” แล้วแต่งตั้ง “แบรนดัน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมสวอนซี ซิตี้ มาคุมแทน

              ชีวิตนักเตะในถิ่นแอนฟิลด์ของเฮนโด้หลังจากการเข้ามาของร็อดเจอร์สไม่ง่ายเหมือนสมัยดัลกลิช นอกจากสไตล์การเล่นไม่เข้าตาผู้จัดการทีมอย่างแรงแล้ว ยังต้องแย่งตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ที่มี สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันไดนาโม ซึ่งเคยพาลิเวอร์พูลคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีคมาแล้วในปี 2005,จอนโจ้ เชลวี่ ,โจ อัลเลน ศิษย์รักจากสวอนซี ที่ร็อดเจอร์ส ซื้อตัวมาร่วมงานกันอีกครั้ง ,การมาของนูริ ซาฮิน ที่ยืมตัวจากเรอัล มาดริด และยังมีฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิลที่สามารถถอยต่ำลงมาเล่นในตำแหน่งนี้ได้เช่นกัน

เวลาผ่านไป เฮนโด้ ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับร็อดเจอร์ส และต้องตกเป็นตัวสำรองเกือบทั้งฤดูกาล จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็ได้รับแจ้งจากผู้จัดการทีมว่าสามารถหาทีมเพื่อย้ายออกจากลิเวอร์พูลได้ ด้วยสาเหตุสั้นๆคือ ไม่อยู่แผนการทำทีม

เป็นเวลาเดียวกับที่บังเอิญได้รู้ว่าไบรอัน ผู้เป็นพ่อ เก็บความลับเรื่องการป่วยเป็นมะเร็งที่คอ หลังจากต้องการปกปิดเรื่องนี้ไว้ไม่ให้เฮนโด้รู้เพราะกลัวว่าจะกระทบกับผลงานในสนามของลูก

เดือนสิงหาคม 2012 เฮนเดอร์สัน มีโอกาสย้ายไปอยู่กับ ฟูลัม แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจอยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่อไป ใครๆก็ต่างบอกว่าเวลานั้นเฮนโด้เหมือนถูกฟ้าผ่าเข้าอย่างจัง แต่เขากลับนำเอาความผิดหวังจากการเป็นส่วนเกินและเสียใจเรื่องที่พ่อป่วยเป็นมะเร็ง มาเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นใส่มันลงไปในการฝึกซ้อมทุกๆวัน

ไม่ใช่นักฟุตบอลทุกคนที่จะได้มีโอกาสมาเป็นนักเตะให้กับสโมสรลิเวอร์พูล เพราะฉะนั้นถ้าเขาต้องย้ายออกไปอยู่กับทีมอื่นซึ่งไม่มีศักยภาพพอที่จะไปแข่งขันในเวทียุโรปได้ทุกปี สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือ…การพัฒนาตัวเองให้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ให้เร็วที่สุดแล้วยึดตำแหน่งผู้เล่นตัวหลักให้ได้

เขาค่อยๆ ทำงานของตัวเองไปอย่างเยือกเย็น และในที่สุดก็ชนะใจร็อดเจอร์ส วันที่ 15 กันยายน 2014 สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ได้แต่งตั้ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ให้เป็นรองกัปตันทีมลิเวอร์พูลแทน ดาเนียล แอกเกอร์ อดีตรองกัปตันทีมที่ย้ายทีมออกไป

1 มีนาคม 2015 เฮนเดอร์สัน ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมลิเวอร์พูลแทน สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นครั้งแรก และทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี 2-1

10 กรกฎาคม 2015 สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ประกาศว่าได้แต่งตั้ง เฮนเดอร์สัน เป็นกัปตันทีมแทน สตีเวน เจอร์ราร์ด ที่ย้ายออกไปค้าแข้งกับ แอลเอ กาแล็คซี่

แม้จะได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการทีมมากขนาดนี้ แต่สไตล์การเล่นของเฮนโด้ กลับไม่เป็นที่ถูกใจของบรรดาเดอะ ค็อปจนดัรบฉายาว่า “อาแปะ” เนื่องจากเวลาได้บอลมักจะคืนหลังอยู่เสมอ เพราะแฟนบอลต้องการเห็นกัปตันที่ดุดันเหมือน สตีเวน เจอร์ราร์ด

แต่กระแสที่เอาเฮนโด้ไปเปรียบเทียบกับสตีวี่จีนั้น ไม่ทำให้เขาหวั่นไหว เฮนโด้ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นแบบเดิม คือ เน้นปลอดภัย จ่ายบอลแม่นยำ และให้เพื่อนเล่นง่าย  

ในฐานะกัปตันทีมลิเวอร์พูล เฮนโด้ยังคงมุ่งมั่นกับการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ ปล่อยให้ผลงานการแข่งขันของทีมเป็นกระบอกเสียงแทนตัวเอง

 

อย่างที่ผมตั้งแต่ต้นละครับว่าผมเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลมานานมาก และตลอดเวลาที่ผ่านมาเหมือนลิเวอร์พูล จะอยู่ห่างไกลกับคำว่าแชมป์พรีเมียร์ลีคมากขึ้นไปทุกที อาจมีเฉียดบ้างก็แค่ปี 2015 ส่วนแชมเปี้ยนลีคนั้นได้แชมป์ครั้งล่าสุดก็ปี 2005 นั่นเลยทีเดียว 

จนกระทั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ค่อยๆสร้างทีมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และในปี 2018 เฮนเดอร์สันสวมปลอกแขนกัปตันทีมลิเวอร์พูล นำทัพลงแข่งนัดชิงชนะเลิศกับ เรอัล มาดริด เป็นครั้งแรก ในรอบ 11 ปี

แรงบันดาลใจของเด็กชายคนหนึ่งที่บอกกับพ่อว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องลงแข่งในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยน์ลีคให้ได้ 16 ปีผ่านไป หลังจากเข้ารับการรักษามะเร็ง ไบรอัน เฮนเดอร์สัน หายป่วยจากโรคร้าย และเข้าไปดูลูกชายลงแข่งนัดชิงชนะเลิศ ที่ประเทศสเปน

ภาพที่เฮนโด้ ค่อยๆเดินเข้าไปหาพ่อซี่งรออยู่ข้างสนาม ก่อนที่ทั้งคู่จะโผเข้าสวมกอดกัน แล้วเฮนโด้ก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร มันเป็นภาพที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้

การที่เราทำความฝันให้เป็นจริงได้นั้นอาจจะสำคัญกับชีวิตเรา แต่คนที่ให้ความสำคัญกว่า รอเห็นความสำเร็จนั้นด้วยหัวใจที่พองโตกว่าเรา  ..คือพ่อและแม่

“เขาไม่ได้ทำมันแค่ครั้งเดียว แต่ทำได้ถึงสองครั้ง ตอนนี้เขาคว้าแชมป์ได้แล้ว ผมดีใจกับเขามาก ๆ ” ไบรอัน ผู้เป็นพ่อ เปิดเผยความรู้สึกกับสื่อต่างประเทศ

ผมเองก็เพิ่งสูญเสียพ่อไปเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา กัปตันเฮนโด้ทำให้ผมนึกถึงสมัยที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว พ่อรู้ว่าผมอยากเป็นนักข่าวและรอที่จะไปสมัครงานอยู่ จนวันหนึ่งพ่อก็เป็นคนส่งข้อความที่ทางมติชนเปิดรับมาให้ และผมก็ไปสมัคร

นึกถึงวันเก่าๆที่พาพ่อไปทานข้าว บางวันก็พากันไปดื่มตามประสาพ่อลูก

…น้ำตาของเฮนโด้ ทำให้ผมร้องไห้

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: