Columnist

คำถามที่รอคำตอบ! ทำไมกองสลากไม่พบล็อตเตอรี่ขายเกินราคา?

ทำไมกองสลากไม่พบล็อตเตอรี่ขายเกินราคา

ธนก บังผล

              เป็นเรื่องแปลกที่ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าชุดเฉพาะกิจของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ “กองสลาก” ไม่เคยพบการขายล็อตเตอรี่เกินราคา 80 บาท จนหลายครั้งที่ข่าวผู้อำนวยการกองสลากออกมายืนยันสร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้านไม่น้อย ทั้งๆที่นักเสี่ยงดวงกลับเจอการขายในราคา 100 บาทอยู่บ่อยๆ  

แม้ผลตอบแทนหากโชคดีถูกรางวัลใหญ่จะคุ้มค่าทำให้คนๆหนึ่งกลายเป็นเศรษฐีเพียงข้ามคืน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนแบบ “เหมาเข่ง” ในหวยใต้ดินที่โอกาสในการถูกเลขท้ายระบบ “โต๊ด” กับ  “3ตัวบน” นั้นยั่วยวนกว่าจนทำให้ชาวบ้านรู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง ซึ่งกลายเป็นอาชีพเสริมอีกทางหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับเจ้ามือและคนเดินโพย

              จะบอกว่าชุดเฉพาะกิจของกองสลากไม่เคยดำเนินคดีกับผู้ค้าที่โก่งราคาก็ไม่ถูกทีเดียวนัก

              เพราะเมื่อดูจำนวนสถิติผลการจับกุมดำเนินคดีผู้จำหน่ายสลากเกินราคา ข้อมูลวันที่ 30 พ.ย. 2559 มีการยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่าย 152 ราย และยกเลิกการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิในการซื้อ-จองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 154 ราย

วันที่ 30 ธ.ค. 2559 ยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งหมด 1,855 ราย

ข้อมูลเดือนมี.ค. 2560 สรุปผลยกเลิกสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย จำนวน 4,283 ราย และยกเลิกการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์ในการซื้อจอง จำนวน 2,591 ราย

ว่ากันว่า ผลงานดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของตำรวจกับชุดเฉพาะกิจตรวจสอบและจับกุมผู้ค้าสลากที่ขายเกินราคา ของกองสลาก มากกว่าเป็นการแจ้งความของพลเมืองดีทั่วไป

 

 

              แล้วทำไม ผอ.กองสลาก จึงยังออกมาให้ข่าวว่าไม่พบการขายล็อตเตอรี่เกินราคา?

              ก่อนจะไปหาคำตอบเรื่องนี้ ต้องขออนุญาตอ้างถึงประกาศจากราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 14 มิ.ย. 2562 ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคา พ.ศ.2560 สรุปได้ 3 ข้อ คือ

1.ให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่จับกุมได้รับคดีละเท่ากับจำนวนเงินที่เปรียบเทียบปรับ แต่ไม่เกินคดีละ 2,000 บาท

2.ถ้าประชาชนพลเมืองดีเป็นผู้แจ้งเบาะแสให้เกิดการนำจับคนขายสลากฯ เกินราคาก็สามารถรับเงินค่าแจ้งได้คดีละ 1,000 บาท

และ 3.ทั้งตำรวจและพลเมืองดีจะได้เงินรางวัลนี้ได้ก็ต่อเมื่อ”คดีถึงที่สิ้นสุดแล้ว”

ถามว่า 1,000 บาท คุ้มกับการแจ้งบาะแสหรือเปล่าครับ หากคิดค่าใช้จ่ายในการเก็บหลักหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความกับตำรวจ ค่าเสียเวลาในการดำเนินการ ค่ารถ และอื่นๆจิปาถะ ผมว่ารางวัลมันไม่ค่อยจูงใจสักเท่าไร จึงทำให้นักเสี่ยงดวงเมื่อเจอพ่อค้าแม่ค้าที่ขายเกินราคาได้แต่บ่นในใจเท่านั้น สู้เก็บแรงไว้ลุ้นตอนหวยออกไม่ดีกว่าหรือ

พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี ผอ.กองสลาก กล่าวถึงการประกาศระเบียบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดการเพิ่มโทษปรับการขายสลากเกินจากพ่อค้าแม่ค้า จากเดิมปรับได้แค่ไม่เกิน 2,000 บาท แต่ตอนนี้เพิ่มโทษเป็น 1 หมื่นบาท แต่เจ้าหน้าที่หรือตำรวจยังได้สูงสุดแค่ 2,000 บาทเท่าเดิม

คือเพิ่มโทษพ่อค้าแม่ค้าใหม่ครับ แต่รางวัลนำจับยังคงเท่าเดิม แรงจูงใจในการให้เบาะแสไม่เพิ่ม (ฮา) งงในงงอีกรอบ

“กองสลากไม่ได้ให้เงินรางวัลนำจับโดยตรงแก่ชาวบ้านที่แจ้งหลักฐานเข้ามา แต่ชาวบ้านคนนั้นต้องเริ่มจากนำหลักฐานไปแจ้งความต่อตำรวจก่อน แล้วรอตำรวจไปจับคนทำผิดมาดำเนินคดีหรือคิดค่าปรับกับผู้ค้าสลากเกินราคา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ค่อยมาเบิกเงินรางวัลเอาไปแบ่งกัน เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญา เงินที่ปรับจากคนขายสลากฯ เกินราคาทั้งหมดต้องยกให้หลวง ส่วนเงินรางวัลเป็นงบประมาณกองสลากที่ต้องจัดสรรเตรียมไว้ต่างหากในแต่ละปี” เจ้าหน้าที่กองสลากคนหนึ่ง เคยอธิบายขั้นตอนกับ “คมชัดลึก”

เว็บไซต์ “คมชัดลึก” ยังระบุอีกว่า หากใครพบเห็นคนขายหรือแผงขายลอตเตอรี่ขายเกินราคา ให้รีบ “เก็บหลักฐาน” เอาไว้ แล้วไปสถานีตำรวจ หรือถ้าพบป้อมตำรวจแถวนั้นก็แจ้งความไว้ หากไม่มีก็แจ้งไปที่ ศูนย์รับแจ้งเบาะแสการขายสลากเกินราคา เบอร์โทรศัพท์ 0-2345-1466 หรือสายด่วน 1466

โดยวิธีเก็บหลักฐานยังมีรายละเอียดดังนี้ 1.ถ่ายรูปคนขาย 2.จดบันทึกสถานที่เกิดเหตุและวันเวลาให้แน่ชัด 3.ตรวจดูว่าคนขายมี “บัตรประจำตัวผู้จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล” หรือไม่ ถ้ามีการโชว์ไว้ที่แผงให้ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย 4.หากไม่มีกล้องหรือโทรศัพท์ที่บันทึกภาพได้ ควรใช้วิธีจดจำรูปพรรณสัณฐานหรือลักษณะเด่นๆ ที่จำได้ง่ายของผู้ขายรายนั้นไว้ เช่น รูปร่างอ้วน ผอม ความสูง สีผิว รอยแผลเป็น เสื้อผ้า หมวก กระเป๋าถือ หรือสติกเกอร์โฆษณาต่างๆ ที่ติดไว้บนแผงขายลอตเตอรี่

จากนั้นรีบไปแจ้งความโรงพักใกล้ที่สุด อย่าลืมขอชื่อและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อเจ้าพนักงานหรือตำรวจที่รับแจ้งความไว้ด้วย เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามความคืบหน้าของคดี

จากนั้นตำรวจจะพิจารณาจากข้อมูลหลักฐาน ถ้าพบมีมูลก็ไปสืบจับกุมคนขายสลากเกินราคามาที่โรงพัก เพื่อสั่งปรับตามกฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 1 หมื่นบาท เช่น ถ้าสั่งปรับ 2,000 บาท พอคดีสิ้นสุด สถานีตำรวจรวบรวมเอกสารไปเอาเงินรางวัลนำจับจากกองสลากมาจำนวน 3,000 บาท แบ่งให้ตำรวจ 2,000 บาท และให้ผู้แจ้งเบาะแส 1,000 บาท หรือถ้าสั่งปรับแค่ 500 บาท ตำรวจก็จะได้ 500 บาท หรือสั่งปรับ 5,000 บาท ตำรวจก็ได้แค่สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ไม่ว่าตำรวจจะสั่งปรับเท่าไรก็ตาม ผู้แจ้งเบาะแสยังได้เท่าเดิมคือคดีละ 1,000 บาท

คำว่า “คดีสิ้นสุด” ตีความได้ว่าต้องมีการส่งสำนวนฟ้องศาลซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควรครับ ไม่น่าจะจบแค่สั่งปรับบนโรงพักเท่านั้น

 เมื่อตัดสินคดีถึงที่สิ้นสุด เป็นหน้าที่ของตำรวจต้องไปเบิกเงินกองสลากแล้วรีบติดต่อไปยังผู้แจ้งเบาะแสให้มารับเงินรางวัล

ทั้งวิธีและขั้นตอนชวนให้เหนื่อยอย่างบอกไม่ถูกเลยใช่ไหมครับ

 

เว็บไซต์ positioningmag.com เปิดเผยรายงานของ TMB ระบุว่าในปี 2018 คนไทย 1 ใน 4 หรือประมาณ 20 ล้านคน ซื้อลอตเตอรี่และหวยรวมกัน 250,000 ล้านบาทต่อปี โดยคนไทยกว่า ล้านคน เข้าขั้นเสพติดหวย แบ่งเป็นชื่นชอบ 7.6 ล้านคน และติดหวย 1.3 ล้านคน

นั่นทำให้กองสลาก เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้นำส่งรัฐสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในปี 2562 ด้วยจำนวนเงินกว่า 41,000 ล้านบาท และยังมีการออกสลากฯการกุศลให้กับหน่วยงานต่างๆ กว่า 16 หน่วยงาน คิดเป็นมูลค่าร่วม 8,000 ล้านบาท

“ปัจจุบันกองสลากฯ จำกัดยอดพิมพ์สลากไว่สูงสุดที่ 100 ล้านใบ ซึ่งเเต่ละงวดจะไม่เท่ากัน 60-70 ล้านใบก็มี

คนซื้อสลากส่วนใหญ่ของเราเป็นคนรายได้น้อย ในสภาวะเศรษฐกิจเเบบนี้การจะมีเงินถึง 6 ล้านบาทของพวกเขาจึงต้องหวังพึ่งการถูกรางวัลเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ทุกงวดของเราจะมีคนถูกรางวัลอย่างน้อย 50 คน ก็ถือว่าได้เปลี่ยนชีวิตคนจำนวนหนึ่ง” ผอ.กองสลาก กล่าวและว่า

ยอดขายหวยทุกรูปแบบ 60% จะเป็นเงินรางวัล เเละอีก 23% จะถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน อีก 12-14% เป็นส่วนตัวเเทน เเละที่เหลืออีก 3-5% (ราว 200 ล้านบาทต่อปี) จะนำไปช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและสาธารณสุข

เพียง 23% ยังไม่ถึง 1 ใน 4 ของรายได้ ยังทำให้กองสลากเป็นรัฐวิสาหกิจส่งเงินเข้าคลังได้มากเป็นอันดับ 1 ไม่ธรรมดาเลยนะครับ

ซึ่งนั่นยิ่งทำให้สงสัยว่าแล้วทำไม รางวัลที่ให้กับผู้แจ้งเบาะแสจึงน้อยเหลือเกิน

thebangkokinsight.com รายงานว่า สลาก 1 เล่ม มี 100 ใบ เฉลี่ยต้นทุน ใบละ 70.40 บาท หรือ 7,040 บาทต่อ 1 เล่ม ถ้าขายใบละ 80 บาท จะได้กำไร 9.60 บาทต่อใบ หรือ 960 บาทต่อ 1 เล่ม

หากขายใบละ 100 บาท หมายความว่า จะได้กำไร 1,960 บาทต่อ 1 เล่ม มากกว่ากำไรเดิมถึง 2 เท่า ซึ่งแน่นอนว่า 960 บาทต่อ 1 เล่มนั้นยังไม่นับต้นทุนค่าน้ำมันรถ ค่ากิน ค่าใช้จ่ายอื่นๆในกรณีที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าเดินขายตามร้านอาหารนะครับ เพราะฉะนั้นคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ผู้ค้ารายย่อยรู้แก่ใจกันดี  

แต่สำหรับแผงใหญ่หรือยี่ปั๊วมีหน้าร้านกำไรจำนวน 960 บาท ก็ไม่ต่างอะไรกับเสือนอนกิน

 

กลับไปที่คำถามที่ผมตั้งไว้ว่าทำไม ผอ.กองสลาก จึงไม่พบการขายล็อตเตอรี่เกินราคา ผมสันนิษฐานเอาเองในฐานะที่ไม่ใช่นักเสี่ยงดวงและแทบจะไม่เคยซื้อทั้งล็อตเตอรี่หรือใต้ดิน คือ ท่านน่าจะไปตรวจตามแผงใหญ่มากกว่าการสุ่มตรวจไปนั่งร้านอาหาร

ปัญหาล็อตเตอรี่นี่ยังมีอีกหลายประเด็นนะครับ เช่น สลากปลอม หรือการหลอกลวงประชาชนเรื่องหวยล็อค

แต่ผมว่าปัญหาใหญ่สุดที่ผมมักจะได้ยินมาคือ “ผลสลากออกไม่ตรงกับที่ซื้อ” ใช่หรือเปล่าครับ

 

///////////////////

References

https://positioningmag.com/1267572

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376746

https://www.thebangkokinsight.com/390703/

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: