Columnist

ความโดดเดี่ยวของปีศาจ “ซีอุย” ผู้ถูกสาปให้โดนรังแก

ความโดดเดี่ยวของปีศาจ

“ซีอุย” ผู้ถูกสาปให้โดนรังแก

ธนก บังผล

 

              คดีฆาตกรรมเด็ก 7 รายในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ระยอง และ จ.นครปฐม เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงปี 2497 กระทั่ง 27ม.ค. 2501 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดอิสรภาพของชายคนหนึ่ง แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างตำนานปีศาจจากจินตนาการร่วมกันของคนในสังคมไทย ความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรมด้วยระเริงไปกับกระแสข่าวทั้งๆที่ตำรวจไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวในการจับกุมและตั้งข้อหา ซึ่งแม้แต่ศาลผู้เป็นดั่งตราชั่งก็ไร้หัวใจ

              เขาถูกหลอกให้รับสารภาพ ซึ่งทำให้ศาลชั้นต้นลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต…แต่อัยการอุทธรณ์

สุดท้าย คดีจบที่ศาลอุทธรณ์ซึ่งตัดสินให้ประหารชีวิต ชายคนนี้ถูกนำตัวเข้าหลักประหารในวันที่ 17 ก.ย. 2502 รวมใช้เวลาปิดคดีด้วยความกระหายใคร่จะปลิดวิญญาณชายสัญชาติจีนร่างเล็กผู้ถูกปรักปรำให้กลายปีศาจในตำนาน เพียง 1 ปี เดือนเท่านั้นนับตั้งแต่ถูกจับกุม

เมื่อเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ ก็เป็นเวลาเดียวกับที่นิยายเรื่องใหม่จากจินตนาการของสังคมไทยได้สร้าง “ซีอุย” ให้กลายเป็นทั้งฆาตกรต่อเนื่อง ปีศาจกินเครื่องในเด็ก โดยหาเหตุผลมากมายมารองรับ

แต่เรื่องเดียวที่ยังไม่มีใครรู้เลยจนถึงวันนี้ก็คือ ใครเป็นฆาตกรตัวจริง?

กระแสสังคมในอดีตนั้นรุนแรงไม่ต่างจากกระแสโซเชียลในปัจจุบัน ความกดดันที่ตำรวจต้องแบกรับเนื่องจากมีเด็กถูกฆ่าตายหลายคนในหลายพื้นที่

ส่วนชาวบ้านที่อยู่ด้วยความหวาดระแวง ใช้อคติที่มีต่อรูปร่าง หน้าตาผู้อื่น จับผิด-ปรักปรำและรุมประณาม ซีอุยเองก็คงตกใจและตระหนกจากอารมณ์ร่วมของสังคมไทยขณะนั้นจนทำอะไรไม่ถูก

ซีอุยไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องคนแรกในประเทศไทยจากการตัดสินของสังคม แต่คือเหยื่อการบูลลี่คนแรกของประเทศไทยที่ควรบันทึกไว้ว่าถูกรังแกไม่เว้นแม้แต่ร่างที่ไร้ลมหายใจยังถูกดองประจาน เพื่อสนับสนุนให้ปีศาจในจินตนาการที่คนไทยสมัยนั้นร่วมกันแต่งขึ้นเป็นเรื่องจริง และนำไปสู่การสร้างละครจนโด่งดั

“ปีศาจ-ฆาตกรกินคน ทุกพื้นที่ ที่เขาเดินทางไป ศพแล้วศพเล่าเกิดจากการกระทำของเขา ทั้งข่มขื่น ทั้งฆ่า และผ่าศพเพื่อควักเอา อวัยวะภายในของเหยื่อออกมากิน

ทั้ง ๆ ที่เขาไม่อาชญากรอัจฉริยะ แต่เขาก็สามารถสังหารเหยื่อถึง 6 ศพ และเขาอยู่รอดลอยนวลกว่า 5 ปี

เพราะอะไรเล่าที่ทำให้เขากลายเป็นปีศาจฆาตกรกินคนที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”

ข้อความหนึ่งที่อธิบายถึงซีอุยที่ถูกเผยแพร่ทางสื่อเมื่อปี 2558 ซึ่งตอกย้ำว่าร่างของ “ซีอุย” แม้จะถูกดองมานาน 60 กว่าปี แต่ก็ไม่เคยว่างเว้นจากการถูกยกออกมาชำแหละซ้ำ

 

 

ซีอุยเดินทางเข้ามาหางานทำในประเทศไทยหลังสงครามจีน-ญี่ปุ่น ไร้ญาติขาดมิตร การเดินทางเข้ามาในไทยของซีอุยนั้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่คนจีนโพ้นทะเลจำนวนมากหอบเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาอาศัยพระบรมโพธิสมภาร หลายคนคือเจ้าสัวชื่อดัง หลายคนเป็นมหาเศรษฐีผู้สร้างกิจการธนาคารหรือสถาบันการเงินชั้นนำ

แต่ซีอุยเป็นในอีกตำนานที่เหมือนถูกสาปให้โดนรังแกอย่างโดดเดี่ยวบนแผ่นดินอื่น

จนกระทั่งไม่นานมานี้ แคมเปญรณรงค์ “นำร่างซีอุย แซ่อึ้งออกจากพิพิธภัณฑ์ศิริราช คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ล้างฉายามนุษย์กินคน” ซึ่งเป็นการล่าชื่อผู้สนับสนุนโดย Change.org ได้ทำการรณรงค์สำเร็จ และยังคงมีผู้ร่วมลงชื่ออย่างต่อเนื่อง เป็นจำนวนเกือบ 2 หมื่นคน

ประวัติของซีอุยจึงถูกนำมาชำระใหม่ จากฉายาปีศาจ ฆาตกร หรือมนุษย์กินคน แคมเปญนี้ทำให้เขาได้รับชื่อ “นายซีอุย” กลับคืน หากนับอายุขัยแล้วซีอุยกำลังจะครบ 100 ปีพอดี

นอกจากจะคืนความเป็นคนให้กับซีอุยแล้ว มี ประเด็นที่จำเป็นต้องถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วนเนื่องจากฝังรากลึกในสังคมมานานคือ

1.กระบวนการยุติธรรม ที่ต้องปฏิวัติวิธีปฏิบัติกับสถานที่เกิดเหตุอย่างจริงจัง จะปล่อยให้ไทยมุงเดินเพ่นพ่าน จับต้องวัตถุหรือรวมตัวกันไม่ได้ ต้องกันพื้นที่ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึง ตำรวจต้องจริงจังเต็มกำลังความสามารถในการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุให้เสร็จสิ้นภายในครั้งเดียวเท่านั้น ต้องอยู่ภายในที่เกิดเหตุตลอดไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ก็ตามเพื่อไม่ให้มีการสร้างหลักฐานเท็จ หรือทำลายหลักฐาน

นอกจากนี้ตำรวจต้องก้มหน้าก้มตาสืบสวนสอบสวนพยาน ผู้ต้องสงสัย ทำตามหน้าที่ไปอย่างอดทนไม่ควรสนใจกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ หรือชี้นำของบุคคลใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ให้ข้อมูลกับสื่อเฉพาะที่เป็นประโยชน์กับรูปคดี และหากถูกสื่อเกาะติดรังควาญควรออกแถลงข่าวทันทีว่าสื่อมวลชนกำลังขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ใช้กฎหมายบังคับให้ออกจากพื้นที่และห้ามทำข่าว

ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ก็จะไม่มีดราม่า “น้องชมพู่” ที่กำลังถูกชาวเน็ตปั่นกระแสในโซเชียลมีเดียราวกับเป็นหน่วยสืบสวนเสียเอง

2.กระแสสังคมกับการบูลลี่ เหยียดหน้าตา รูปร่าง ที่นับวันเหมือนจะเป็นจุดขายด้านวัฒนธรรมของคนไทยไปแล้ว เพราะด่าเก่ง เหยียดเก่ง แต่เก่งแค่หน้าจอโทรศัพท์เป็นแค่นักเลงคีย์บอร์ด หรือไม่ก็เก่งเมื่อพวกเยอะเท่านั้น

การนำรูปร่างหน้าตาของคนอื่นมาเป็นคำถากถางจิตใจผู้ถูกกระทำ คือสาเหตุที่ทำให้สังคมไทยมีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม มีการให้อภิสิทธิแบบวีไอพี หรืออาจถูกขับไล่ไสส่งราวกับไม่ใช่คน จุดเริ่มต้นจากกรณีที่คนสมัยนั้นเห็นซีอุยเป็นชาวจีนแล้วอคติ เกิดการบูลลี่ สร้างกระแสสังคมว่าไม่สามารถหายใจร่วมกับปีศาจในคราบฆาตกรได้อีกต่อไป

ซีอุยถูกประหารชีวิตทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานใดๆที่จะบ่งชี้หรือโยงถึงได้เลยว่าเขาก่อเหตุฆ่าคน นี่คือผลลัพธ์ที่ได้จากการบูลลี่

โดยไม่มีรายงานข่าวชิ้นใดในสมัยนั้นที่รายงานว่าภายหลังจากจับซีอุยแล้ว ยังเกิดเหตุฆาตกรรมเด็กอีกหรือไม่

วันนี้ 23 ก.ค. ที่วัดบางแพรกใต้ อ.เมือง จ.นนทบุรี มีพิธีฌาปนกิจร่างซีอุย นอกจากผู้แทนจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลแล้ว จะมีทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และผู้ที่ร่วมผลักดันแคมเปญฯ จาก www.change.org เดินทางมาร่วมในพิธีด้วย

นอกจากนี้ ร.ต.ต.พล พลายสถิตย์ อายุ 50 ปี ข้าราชการบำนาญ ชาว ต.ทับสะแก อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้ที่ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หากฌาปนกิจแล้วยังไม่มีญาติของนายซีอุยมาแสดงตัว จะขอเป็นผู้รับอัฐิของนายซีอุยไปเก็บรักษาไว้ที่วัดทับสะแกต่อไป

มลทินที่ถูกแปดเปื้อนมาตลอดหลายสิบปีได้ถูกล้างชำระในวันนี้แล้ว เหลือแต่ความโดดเดี่ยวของผู้ที่ถูกประณามว่าเป็นปีศาจที่ยังคงเด่นชัดขึ้นทุกวัน

เป็นร่องรอยสุดท้ายที่หล่อเลี้ยงรากฐานให้คนในสังคมไทยทุกวันนี้ได้เสพความเจ็บช้ำของผู้ถูกตกเป็นเหยื่อของการเหยียบย่ำดูถูก และรังแก

ผมเห็นเด็กผู้หญิงไลฟ์ขายของด้วยน้ำตา โดยมีคนอีกจำนวนหนึ่งกระหน่ำถ้อยคำหยาบคายลงบนโซเชียลด้วยความเบิกบานในจิตใจ พวกมันส่งเสียงร้องออกมาอย่างมีความสุข ทันทีที่เด็กน้อยร้องไห้

ผมเห็น “ซีอุย” ตัวจริง

  

             

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: