BiznewsColumnist

คดี “ลัลลาเบล” บทกวีของผู้หญิง กับชีวิต “ปลิง” ของผู้ชาย

คดี “ลัลลาเบล”

บทกวีของผู้หญิง

กับชีวิต “ปลิง” ของผู้ชาย

ธนก บังผล

              ถ้าในสังคมไทยมีอาชีพ “มัคนายก” ไว้คอยสวดนำอำนวยความสะดวกด้านพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีอาชีพพริตตี้ PG ,PR หรือ MC ซึ่งต้องคอยเป็นตัวแทนและเสนอขายสินค้าต่างๆให้ได้ตามจำนวนยอดที่ทางเจ้าของธุรกิจกำหนดเอาไว้แล้วว่า “กำไร” อยู่ที่เท่าไร

              ทุกอาชีพล้วนแล้วแต่มุ่งหวัง “เงิน” มาจุนเจือ จับจ่ายใช้สอยในครอบครัว รวมถึงปากท้องแต่ละชีวิตที่ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น

              การนอนอยู่บ้านเฉยๆแบมือขอเงินพ่อแม่ ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ที่มีการกระทำอันบริสุทธิ์ หรือมีศีลธรรมสูงกว่าพริตตี้ที่รับงานเอนเตอร์เทนลูกค้าตามสถานที่ต่างๆ

              “สันดาน” ของคนต่างหากครับที่วัดกันว่า ใครดี-ใครชั่ว

              ข่าวการเสียชีวิตของพริตตี้สาวคนหนึ่งที่ชื่อ “ลัลลาเบล” อันเนื่องมาจากการถูก “มอมเหล้า-มอมยา-ข่มขืน-เรียงคิว” หลังรับงานเอนเตอร์เทนลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่มี “วิสัยวิปริต” จึงไม่ใช่การรนหาที่เพราะ “เงิน”

แต่เป็น “การร่วมกันวางแผน” ก่อเหตุจนทำให้เหยื่อถึงแก่ความตายโดยเจตนา

ถ้าไม่จน ไม่มีภาระ ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องออกไปทำงาน เพียงแค่นอนอยู่บนเตียงกระดิกหัวแม่มือแล้วเงินลอยเข้ากระเป๋ามาให้ใช้อย่างไม่อั้น …ใครบ้างจะออกไปเจอกับคนร้อยพ่อพันแม่ให้ลำบากและเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศโดยที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

ความคิดของคนในสังคมโดยรวมนั้นไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มมากหรือคนกลุ่มน้อย …สำคัญนะครับ การประกาศความคิดของตนเองประณาม ก่นด่า เหยียดหยามคนอื่นโดยไร้รากของชีวิตอย่างรอบด้าน และไร้เมตตานั้น ไม่ต่างอะไรจากการ “ร่วมกันสนับสนุน” ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี

เมื่อทุกคนยังแตกต่างกัน พื้นฐานทางครอบครัวของทุกคนก็ย่อมแตกต่างกัน การ “ให้เกียรติ” ต่อมนุษย์ด้วยกันจึงมีความหมายมากในสังคมปัจจุบัน

เรื่องคดีฆาตกรรมนั้นอาจต้องใช้เวลายาวนานและการสืบสวนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ต้องปฏิบัติโดยเท่าเทียมเสมือนเป็นคนในครอบครัวตัวเอง

แต่เรื่อง “การดูถูก” “การไม่ให้เกียรติ” ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักตื้นลึกหนาบางความจำเป็นของเขานั้น ผมถือว่าเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง

ผู้หญิงหลายคนบนโลกนี้ย่อมมีความฝันที่จะยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง หาเลี้ยงครอบครัว ส่งเงินให้พ่อแม่ มีข้าวของเครื่องใช้ไม่ตกหล่นลำบาก ซึ่งแน่นอนว่าการจะหาเงินมาทำตามความฝันนั้นเหนื่อยและลำบากอย่างแน่นอน นอกจากนี้ผู้หญิงยังมีทัศนคติลึกๆในชีวิตเป็นเหมือนบทกวี คือสวยงามดั่งนิทาน ต่อให้ต้องยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนหากบั้นปลายได้เจอคนที่ดีมีครอบครัวที่อบอุ่น อุปสรรคที่ผ่านมาก็คือความภาคภูมิใจ

“ลัลลาเบล” คือหนึ่งในผู้หญิงสมัยนี้ ที่ใช้ทรัพย์สมบัติจากรูปร่างหน้าตาของตัวเองประกอบอาชีพ หารายได้ บนความเสี่ยงซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ ที่สำคัญคือ “อายุการทำงาน” อันแสนสั้นบีบบังคับให้หญิงสาวต้องเร่งกอบโกยโอกาสกับทุกงานที่ได้รับการติดต่อ

ไม่ได้หมายความว่าการรับงานเอนเตอร์เทนคือการขายบริการทางเพศเสมอไป และจริงอยู่ที่บางครั้งการรับงานประเภทนี้สามารถปฏิเสธได้...ครับ ปฏิเสธได้ถ้าไม่มีความจำเป็นใดๆต้องใช้เงิน

แต่การปฏิเสธงานครั้งหนึ่ง ย่อมสูญเสียโอกาสครั้งต่อไปหากทำให้ “โมเดลลิ่ง” หรือผู้ติดต่อรับงานมาจากลูกค้าไม่สามารถทำตามออเดอร์ซึ่งเจาะจงต้องการพริตตี้คนนี้ไปรับงาน

พฤติกรรมของคดีจึงชัดเจนว่า มีผู้สมรู้ร่วมคิดและวางแผนให้ “ลัลลาเบล” เข้าไปอยู่ในจุดอันตราย …ไม่ใช่เธอรนหาที่เพราะต้องการเงิน

ผมเชื่ออย่างสนิทใจด้วยซ้ำว่าหากครั้งนี้เธอไม่รับงานจากกลุ่มลูกค้าวิปริตนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่งในระยะอันใกล้นี้เธอก็ต้องตกเป็นเหยื่อโดยไม่สามารถหนีชะตากรรมได้เลย

คำถามคือ ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งผิดตรงไหนที่วาดฝันถึงอนาคตเหมือนบทกวีอันสวยงาม แล้วความฝันของเธอสร้างความเดือดร้อนให้กับใครจนต้องมาพรากชีวิตเธอไป

ในขณะเดียวกันทุกคนในสังคมต่างก็รู้ว่ากลุ่มผู้ชายซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยนั้น ไม่ได้มีแค่คนกลุ่มนี้กลุ่มเดียวในประเทศไทยหรือในโลกใบนี้ ผู้ชายจำนวนไม่น้อยพร้อมจะคุกคามผู้หญิงซึ่งเป็นเพศแม่แทบจะทุกวินาทีที่หายใจ ทั้งวาจา ทั้งการโพสต์การส่งข้อความ และการลวนลามตต่อหน้าธารกำนัล

คนประเภทนี้มักคิดว่าตนเองเหนือกว่าทั้งพละกำลังและกำลังทรัพย์ มองเห็นผู้หญิงเป็นที่ปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศ ข่าวไอ้หื่น ข่มขืน ฆ่า จึงกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ด้วยเพราะผู้หญิงส่วนหนึ่งก็ยอมรับมันเช่นนั้น …แม้กระทั่งกฎหมายประเทศไทยก็ยังไม่มีการประหารชีวิตนักข่มขืน เหตุผลหลักๆคือกลัวจะถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่ไร้สิทธิมนุษยชน

ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือปฏิวัติก็ตามการรักษาสิทธิมนุษยชนแบบจอมปลอมของไทยให้คงอยู่แบบเกรงใจชาวบ้าน ได้กลายเป็นเครื่องมือที่เอื้อให้เกิดคดีข่มขืน และร่วมกันสร้างนักข่มขืนรุ่นใหม่ขึ้นมาประดับประเทศชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อให้คนทั้งชาติออกมาเรียกร้องรณรงค์ “ข่มขืนเท่ากับประหาร” ทุกรัฐบาลก็จะต้องรักษาความเป็นสิทธิมนุษยชนนี้ไว้หวงแหนประหนึ่งองค์กรนี้จ่ายงบประมาณแผ่นดินมาให้บริหาร

เห็นปัญหาแล้วใช่มั้ยครับว่าไม่ใช่แค่คดี “ลัลลาเบล”เท่านั้นที่ต้องสังเวยชีวิตไปอย่างไร้ค่าให้กับความหื่นกระหาย

แล้วเห็นต้นเหตุหรือเปล่าครับ ถ้าพูดรวมๆก็อาจบอกได้ว่า “ผู้ชาย” คือสาเหตุหลักๆ ส่วนปัจจัยสำคัญคือ “สถาบันครอบครัว” ซึ่งเราก็โทษสังคมว่าบีบบังคับให้พ่อแม่ไม่มีเวลาสั่งสอนลูก

ส่วนหนึ่งคือทัศนคติของผู้ชายไทยที่ฝังลึก จนทำให้ผู้ชายไทยส่วนหนึ่งไม่ต่างอะไรจาก “ปลิง”  

แต่แม้ว่าทัศนคติจะเลวร้ายแค่ไหน ถ้าพ่อแม่สอนให้ลูกรู้จักการ “ให้เกียรติผู้อื่น” เหมือนอย่างที่เราเองก็อยากได้รับการให้เกียรติจากคนรอบข้าง จากเพื่อนร่วมงาน จากพี่น้อง ฯลฯ

แต่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ผู้ชายเท่านั้นนะครับ ผู้หญิงบางคนก็ตัวดีเลยทีเดียวเพราะไม่ได้ให้เกียรติตัวเองและผู้อื่นเลย ต่อให้ผู้ชายให้เกียรติเธอแล้วก็ตามแต่เธอก็ยืนยันที่จะลดศักดิ์ศรีของตัวเองให้มันกองอยู่ที่ใต้นมะขามข้างถนน

นั่นก็เป็นเพราะ “ครอบครัว” ไม่ได้สั่งสอนกันมาครับ   

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: