Columnist

‘ข่าวปลอม’ แชร์เต็มโซเชียล ยุทธวิธีดิสเครดิตทางการเมือง

‘ข่าวปลอม’ แชร์เต็มโซเชียล

ยุทธวิธีดิสเครดิตทางการเมือง

โดย ‘ธนก บังผล’

                           

              ความจริงที่ปฏิเสธได้ยากยิ่งคือสังคมไทยเป็นสังคมนิยมข่าวลือ เป็นมานานตั้งแต่โบราณกาลเพราะนิสัยช่างเจรจาเม้าท์มอยอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้เรานอกจากอัธยาศัยดีแล้วการซุบซิบนินทาเรื่องชาวบ้านถือเป็นกิจกรรมยามว่างที่สร้างสัมพันธ์ไมตรีทางอ้อมอีกด้วย

              คนชาติอื่นก็มีครับเพียงแต่ความเร่าร้อนเผ็ดมันนั้นเรายืนหนึ่ง

              ข่าวลือซุบซิบตอนนี้เช่น จะมีรัฐประหาร? จะมีการสลายชุมนุม?

              ถ้าย้อนกลับสักประมาณ 15 ปีก่อน สิ่งที่จะช่วยตรวจสอบได้ว่าข่าวลือนั้นเป็นจริงหรือไม่คือสื่อมวลชน แต่เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารได้รับการพัฒนาขึ้นสวนทางกับความศรัทธาสื่อ หลายคนจึงเลือกที่จะเชื่อข่าวที่แชร์มาจากโซเชียลมีเดียเจ้าประจำมากกว่า

 

ผมยังจำได้ว่าตอนที่ม็อบเสื้อเหลืองยึดทำเนียบ ระหว่างที่ผมกำลังหลับอยู่นั้นมีข้อความจากสำนักข่าวส่งมาทางโทรศัพท์ระบุว่าแกนนำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมตัวเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะเข้าสลายในทำเนียบ ซึ่งทำให้ผมต้องรีบแต่งตัวออกจากที่พักกลับไปอีกครั้ง เพียงเพื่อจะพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเสียเงินค่ารถแท็กซี่ไปมากพอสมควรกับความตื่นตูม

              ซึ่งเมื่อช่วงปี 2548-2549 นั้น ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าในกลางดึกอย่างนั้นจะตรวจสอบข่าวที่ได้รับว่าจริงเท็จอย่างไร

จนกระทั่งการเข้ามาของโซเชียลมีเดียซึ่งเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว ข้อเสียนี้เป็นที่รู้กันดีจนกลายเป็นช่องโหว่ทางการสื่อสารที่ถูกจริตกับข่าวลือมากๆ และพัฒนามาเป็นข่าวเท็จในปัจจุบัน

              ข่าวเท็จหรือ Fake News ในบ้านเราส่วนใหญ่ถูกเป็นเครื่องมือการเมืองล้วนๆครับ แรกๆก็เป็นแค่การป่วนหวังผลสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงโจมตีเป้าหมาย แต่กลับได้ผลเกินคาดจนต่อมามีการตัดต่อรูปภาพให้น่าเชื่อถือมากขึ้น หรือบางทีก็มีการนำรูปจากต่างประเทศมาแอบอ้างว่าเหตุเกิดในไทย

              แม้กระทั่งในการเลือกตั้งก็มีการนำข่าวเท็จไปแชร์บนโซเชียลมีเดียเพื่อตัดคะแนนความนิยมในตัวผู้สมัครพรรคอื่น จนถึงกรณีล่าสุดคือการปล่อยข่าวเท็จให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อดิสเครดิตความน่าเชื่อถือ และที่ทำให้ประหลาดใจมากที่สุดคือการสร้างข่าวเท็จนี้มีคนสังเกตว่าเนื้อหาส่วนใหญ่พยายามสร้างหรือรักษาภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาล

              จำได้ไหมครับ ทวิตเตอร์ตรวจพบบัญชีกลุ่มใหญ่ที่ยืนยันว่า “เชื่อมโยงกับกองทัพบกไทยได้อย่างชัดเจน”  รวม 926 บัญชี กลุ่มบัญชีเหล่านี้พยายามแพร่กระจายเนื้อหาชื่นชมกองทัพบกไทยและรัฐบาล ไปพร้อมกับโจมตีบุคคลทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม เป็นไปตามข้อสันนิษฐานเบื้องต้นจากข้อมูลที่ผ่านๆมา

ทั้งนี้ เมื่อมีฝ่ายชื่นชมรัฐบาลก็ย่อมมี “วอร์รูม” สำหรับฝ่ายต่อต้านไม่ต่างกัน เพียงแต่การเปิดประเด็นของทวิตเตอร์ไม่มีใครตามว่า ไอโอเหล่านี้ได้รับค่าจ้างในการเผยแพร่กระจาข้อความอย่างไร แล้วใช้งบจากภาษีประชาชนหรือไม่

 

การสร้างข่าวเท็จขึ้นมาแล้วแชร์ในโลกโซเชียลในม็อบครั้งนี้ก็เช่นกันครับ บางประเด็นก็ไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการได้ด่าฝ่ายตรงข้ามว่าไร้สมอง ถูกจูงจมูก บางประเด็นก็เล่นกันแรง แต่ก็แปลกมากที่เมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นข่าวเท็จ ข่าวปลอม แต่กลับไม่มีการตรวจสอบต้นตอว่ามาจากไหน

              หรือแม้กระทั่งการสร้างข่าวบนเว็บไซต์แล้วแชร์ออกไปก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งเพื่อสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในสังคม ซึ่งล้วนแล้วแต่มีขบวนการในการสร้างและผลิตทั้งสิ้นครับ บางงาน บางรูป ฝีมือดีรับรองว่าไม่ได้ทำให้ฟรีๆ แน่นอน

              เดือน ก.พ. ปีที่แล้ว (2562) ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ตรวจสอบพบข้อมูลข่าวที่เป็นเท็จปรากฏในเว็บไซต์ “www.bangpunsara.com” มีข้อความพาดหัวข่าวว่า “สังเวย 1 ศพ PM 2.5” คนที่นำข้อมูลออกมาเผยแพร่อ้างว่า ค่าฝุ่นละอองในอากาศ PM 2.5 เกินมาตรฐานในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

              นอกจากเว็บไซต์ “www.bangpunsara.com” เผยแพร่ข่าวเท็จแล้ว เจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. พบเว็บไซต์อื่นที่มีการกระทำผิดเช่นเดียวกัน ได้แก่ “www.gmmwork.com” และ “www.jookthai.com” แต่ผู้กระทำผิดมีการปกปิดข้อมูลชื่อผู้ลงทะเบียนและมีที่ตั้งของเว็บไซต์เปิดอยู่ในต่างประเทศ

              โดยกำหนดโทษสำหรับผู้ที่สร้างข่าวเท็จขึ้นมาคือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม เมื่อเว็บไซต์เหล่านี้จดโดเมนหรือมี IP Address อยู่ต่างประเทศนั่นก็ทำให้ยากต่อการดำเนินคดีเช่นกัน

              แม้ที่อยู่ของเว็บไซต์จะอยู่ต่างประเทศ แต่ต้นตอของการผลิตและเผยแพร่อยู่ในไทย และเชื่อกันว่าไม่ได้เปิดเป็นออฟฟิศมีพนักงานเข้าประจำ แต่ต่างคนต่างทำงานแล้วส่งเข้าไปยังศูนย์กลาง

              ตราบใดที่ตำรวจยังไม่สามารถตามหาได้ว่าใครเป็นผู้ผลิตและเผยแพร่ก็ย่อมไม่สามารถเจาะเข้าไปได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้รับเงินค่าจ้างจากใคร และเจตนาในการสร้างข่าวลือขึ้นมาเพื่อทำให้สังคมแตกตื่นนั้นมีจุดประสงค์อะไร  

              ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม antifakenewscenter.com ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้วิธีสังเกตข่าวปลอมออนไลน์เพื่อประชาชนจะได้ตรวจสอบก่อนเชื่อและแชร์ ข้อ

1. ดูความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ มักจะไม่ระบุที่อยู่สำหรับติดต่

2. ตรวจสอบจากแหล่งข่าวอื่น มีเพียงแหล่งข่าวเดียว อาจเป็นไปได้ว่าเป็นข่าวปลอม

3. สอบถามผู้อื่น โดยสอบถามสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือตั้งกระทู้ถาม

4. ตรวจสอบภาพประกอบข่าว ข่าวปลอมมักจะนำภาพจากข่าวเก่ามาประกอบ

5. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ/เนื้อความข่าว นำชื่อข่าวหรือเนื้อความในข่าวมาค้นหาใน Google อาจพบการแจ้งเตือนว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม

หากพิจารณาแล้ว ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวปลอมหรือไม่ ควรหลีกเลี่ยงการแชร์ต่อ เพื่อลดผลกระทบจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

 

              ในมุมมองของผมแล้ว ข่าวปลอมยังพอตรวจสอบได้ แต่ภาพที่แชร์ในโซเลียลที่ถูกทำขึ้นมาปลอมนี่ยากมากครับ บางภาพอาจเป็นภาพจริงที่ถูกตีความไปแล้วทั้งๆที่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แล้วภาพกับข้อความเหล่านี้มักถูกแชร์ในช่วงที่กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหว

              และที่มันทำให้เกิดความตื่นตระหนกเพิ่มขึ้นก็คือบางครั้งสื่อหลัก สื่อในประเทศกลับเอาไปนำเสนอ เป็นการประทับตราสำนักข่าวสร้างความน่าเชื่อถือให้กับข่าวเท็จไปอย่างไม่รู้ตัว

              คาดว่าแรกเริ่มอาจจะอยากสร้างความรุนแรง ความน่ากลัวเพื่อไม่ให้เด็กนักเรียนนักศึกษาออกมาร่วมชุมนุม ผมเดาเอาว่าใครก็ตามที่ประกาศผ่านสื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองห้ามลูกหลานออกมาร่วม หน่วยงานนั้นละครับที่ทำขึ้นมาเอง (ฮา)

              แต่ภาพปลอม ข่าวเท็จ เหล่านี้มีออกมาจากทั้ง 2 ฝ่ายครับ เพราะกลายเป็นยุทธวิธีในการโจมตีทางการเมืองไปแล้ว เอาจริงๆถ้าจะหาต้นตอว่าถูกเผยแพร่จากไหนเป็นที่แรก ก็หาได้ไม่ยากหรอกครับว่าใครเป็นคนทำ  

              ผมเชื่อว่าการจะหยุดขบวนการสร้างข่าวเท็จได้ต้องปราบปราม บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หากยังมัว “ป้องปราม” อย่างทุกวันนี้ เราจะมีข้อมูลเท็จเพิ่มขึ้นบนอินเตอร์เน็ตเรื่อยๆ และขยายไปทุกวงการไม่เฉพาะการเมือง

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: