BiznewsColumnist

“กูขอให้มึงรวย” วัดบ้านไร่ หลังไร้ “หลวงพ่อคูณ”

กูขอให้มึงรวย”

วัดบ้านไร่ หลังไร้ “หลวงพ่อคูณ”

โดย…ธนก บังผล

             

              แทบจะเรียกได้ว่าปัญหาที่อยู่คู่กับวัดดังในเมืองไทยล้วนแล้วแต่มาจากเรื่องเงินทำบุญของญาติโยมทั้งสิ้น และวัดที่จะดังได้ก็ต้องมีพระที่ได้รับความศรัทธาในระดับประเทศ ขึ้นอยู่กับว่าศรัทธาจากตำแหน่งพัดยศ ,วัตถุมงคล หรือเป็นพระอริยะเจ้าปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

              “วัดบ้านไร่” นี่ขึ้นชื่อเรื่องความขัดแย้งผลประโยชน์มานานมากแล้วนะครับ ตั้งแต่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ยังเป็นเจ้าอาวาส มีเรี่ยวแรงไปไหนมาไหนได้เอง โดยในปี 2548 หลวงพ่อคูณยังต้องหายตัวหนีไปจำวัดอื่นจนเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์มาแล้ว

              แต่บรรดากลุ่มลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคูณ ก็มีออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังรักกันดีอีกด้วย

              แม้จะได้ฉายาว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” แต่หลวงพ่อคูณ ก็ยังต้องทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าถึง 2 ฉบับ โดย “ฉบับแรก” ทำไว้เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2536 ส่วน “ฉบับที่สอง”  ทำไว้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2543 หรือเมื่อ 15 ปี ก่อนหน้านี้

              “กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองก็ได้ให้ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”

              กระทั่งหลวงพ่อคูณมรณภาพ ในปี 2558 มีการตรวจสอบทรัพย์สินทุกอย่างในบัญชี รวมแล้วมีมูลค่ากว่า 490 ล้านบาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของวัดบ้านไร่ 150 ล้านบาท และทรัพย์สินในส่วนของวิหารเทพวิทยาคม ที่มีนายเกรียงไกร จารุทวี มูลค่า 340 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะบริหารโดยเจ้าอาวาส คณะกรรมการวัดอีก 25 คน

              ทรัพย์สินมูลค่า 340 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.อาคาร 25 รายการ รวม 33 หลัง เช่น พระอุโบสถ พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ หอฉัน อาคารอ่างน้ำมนต์ หอผลิตน้ำประปา กุฏิสงฆ์ทรงไทย เป็นต้น

2.ที่ดิน 7 แปลง รวม 134 ไร่ 10 งาน 76 ตารางวา

3.ยานพาหนะ 5 คัน เช่น รถตู้ รถเก็บขยะ รถบรรทุกน้ำ เป็นต้น

4.ทรัพย์สินมีค่า แบ่งเป็นทรัพย์สินของวัด 41 รายการ เช่น วัตถุมงคลรุ่น 90 ,รุ่นสร้างบ้านให้พ่อ, รุ่นรวย รวย รวย ,รุ่นของขวัญ (สุคโต) เป็นต้น

ทรัพย์สินส่วนตัวหลวงพ่อคูณ 43 รายการ เช่น ไม้เคาะหัว อัฐบริขาร ดอกตะกรุดทองคำ พระยอดธง เหรียญหลวงพ่อคูณ เกศบรรจุในผอบ น้ำสรงพระราชทาน ประคำงาช้าง หนังสือสุทธิ จีวร ประคด ผ้าสังฆาฏิ ผ้ารัดเอว ฯลฯ

ทรัพย์สินอื่นๆ 69 รายการ อาทิ เตียงนอนไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วย เครื่องปั่นจักรยานไฟฟ้า รถเข็น ตู้เย็น พระประธาน รูปปั้นฤๅษี เก้าอี้หลุยส์ เก้าอี้ไม้มะค่า ฯลฯ

5.การเงิน-บัญชี แบ่งเป็นบัญชีวัดบ้านไร่ 8 บัญชี รวมเงินบัญชีมูลนิธิในนามวัดบ้านไร่ 1 บัญชี คือมูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ยอดเงินกว่า 43.4 ล้านบาท

เป็นเงินกองทุนกว่า 41.6 ล้านบาท ดอกเบี้ยอีกว่า 1.7 ล้านบาท รวมเงินฝากทั้งสิ้น 87,716,300.85 บาท นอกจากนี้ ยังมีพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ 40 ล้านบาท และบัญชีธนาคาร รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 43,473,167.73 บาท

ในส่วนของบรรดาลูกศิษย์ใกล้ชิดนั้น ผมเอาข้อมูลจาก “คมชัดลึก” ที่เคยจัดกลุ่มผู้บริหารผลประโยชน์ในวัดบ้านไร่ไว้ 4 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่มอดีตตำรวจผู้การ จ.นครราชสีมา ประธานวัดบ้านไร่ ผู้ถือใบอนุญาตสร้างพระหลวงพ่อคูณ ใบละ 2 ล้านบาทเพื่อนำไปสร้างหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่วัดบุไผ่ หรือวัดบ้านไร่ 2 ใน อ.วังน้ำเขียว คาดกันว่ามีการออกใบอนุญาตมาแล้วกว่า 100 รุ่น หลังจากที่หลวงพ่อคูณมรณภาพแล้วมีวัดและหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลไปแล้วอีกหลายสิบรุ่น

2.กลุ่มอดีตทนายความประจำตัวของนักการเมือง เคยเป็นอดีตรองประธานวัดบ้านไร่ ดูแลส่วนของเงินทำบุญใน “วิหารเทพวิทยาคม” ซึ่งไม่ได้ถูกส่งเป็นรายได้เข้าวัดบ้านไร่ แต่ถูกนำไปหักหนี้ก่อสร้างที่วัดค้างไว้เกือบ 100 ล้านบาท          

3. กลุ่มไวยาวัจกร เหรัญญิกวัดบ้านไร่ และเลขานุการหลวงพ่อคูณ กลุ่มนี้ดูแลผลประโยชน์ในส่วนของกุฏิหลวงพ่อคูณ ตั้งอยู่ใต้อุโบสถ โดยมีตู้จำหน่ายวัตถุมงคลเกือบ 10 ตู้

  4. กลุ่มกำนัน ซึ่งดูแลผลประโยชน์ในส่วนของร้านค้าชุมชน กลุ่มนี้มีพลังมวลชนเนื่องจากชาวบ้านไร่ไว้มากที่สุด และเป็นผู้เสนอชื่อ พระภาวนาประชานาถ (หลวงพ่อนุช รัตนวิชัยโย) หรือ “เจ้าคุณนุช” เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทุ่ง อ.คง จ.นครราชสีมา ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่

ทั้ง กลุ่มนี้มีปัญหาขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กันหนักมาก และเป็นที่มาของการที่ทำให้หลวงพ่อคูณต้องหนีไปจำพรรษาวัดอื่น เมื่อปี 2548 โดยหลวงพ่อคูณได้ยุติความขัดแย้งในครั้งด้วยการลงนามเซ็นหนังสือคำสั่งวัดบ้านไร่แต่งตั้งคณะกรรมการวัด

ในส่วนของพินัยกรรมที่หลวงพ่อคูณทำไว้ ก็ได้สั่งเสียไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดงานและบำเพ็ญกุศลศพทั้งหมด ให้นำเงินที่อาตมาบริจาคให้แก่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2536 เป็นเงินเริ่มต้นในการดำเนินการจัดงานศพ ถ้าไม่เพียงพอให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อน

ในการจัดการและบำเพ็ญกุศลศพ หากมีเงินเหลือหรือมีผู้บริจาคสมทบ ให้คืนเงินที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อนให้เสร็จสิ้น

หากยังมีเงินเหลืออยู่อีกให้มอบแก่กองทุนพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือพระสงฆ์ที่อาพาธประจำหอผู้ป่วยหอสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือให้ดำเนินการอย่างอื่นตามที่ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เห็นสมควร โดยจะแสดงความประสงค์ให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมแนบไว้ให้ทราบต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือตามความในตอนต้นเท่านั้น

ทั้งนี้ ทิศทางอนาคตของวัดบ้านไร่หลังไม่มีหลวงพ่อคูณ เริ่มต้นด้วยน้องสาวของหลวงพ่อพร้อมกับคณะกรรมการวัด เคยทำเรื่องยื่นหนังสือขอนำสรีระหลวงพ่อคูณกลับมาที่วัด เพราะต้องการจะได้เงินนำมาใช้หนี้สินกว่า 90 ล้านบาท ซึ่งมีมาตั้งแต่ในสมัยที่หลวงพ่อคูณเป็นเจ้าอาวาส

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีรองประธานบริหารกรรมการวัดบ้านไร่ ออกมายืนยันว่า หลวงพ่อคูณและวัดบ้านไร่ไม่ได้เป็นหนี้สินใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในส่วนของหนี้สินอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่ขอรับรู้และยุ่งเกี่ยว

ด้านวัดบุไผ่ หรือวัดบ้านไร่ ที่มีหลวงพ่อคูณใหญ่ที่สุดในโลก และมีนักท่องเที่ยวพากันมาทำบุญกันมากมายพบว่ารายได้ทั้งหมดไม่ได้ถูกนำเข้าวัด จากการตรวจสอบสมุดบัญชีของวัดที่มีเพียงเล่มเดียวพบว่ามีเงินอยู่ 3แสนบาทเท่านั้น

ซึ่งที่วัดนี้ได้ทำการฟ้องร้องอดีตนายตำรวจข้อหาในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงประชาชน แอบอ้างชื่อวัดบุไผ่ เพื่อขอรับบริจาคเงินจากพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาในหลวงพ่อคูณ มาทำการจัดซื้อที่ดินจำนวน 11 ไร่ติดกับวัดบุไผ่ แล้วจัดตั้งมูลนิธิหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ เพื่อดำเนินการก่อสร้างรูปหล่อหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดมีชื่อนายตำรวจคนดังกล่าวเป็นผู้ถือครองทั้งหมด โดยที่เจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัดบุไผ่ ไม่มีอำนาจ

              ทั้งหมดนี้ก็น่าจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า กลุ่มทั้ง 4 ได้มีการดูแลบริหารทรัพย์สินในส่วนต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน บางกลุ่มแยกออกมาจากวัดบ้านไร่ แต่ยังคงมีจุดขายที่รูปหล่อหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นความขัดแย้งจากผลประโยชน์ของวัดจะยังคงดำรงอยู่ และอาจมีบางส่วนที่บานปลายส่อเค้ารุนแรงในอนาคต

              น่าเสียดายนะครับ เหมือนว่าที่ผ่านมาบรรดาลูกศิษย์แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อคูณ แต่ก็ไม่มีใครเคยฟังคำสอนของหลวงพ่อเลยสักคน

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: