Columnist

ฉลอง 60 ปี “ขาดทุน”หมื่นล้าน “การบินไทย” ที่ไม่มีใครรัก

ฉลอง 60 ปี “ขาดทุน”หมื่นล้าน
“การบินไทย” ที่ไม่มีใครรัก
‘ธนก บังผล’
     เพราะหลายปีที่ผ่านมา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งผลประกอบการให้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนว่า “ขาดทุน” ในระดับยับเยินมโหฬาร จนคนไทยเริ่มเห็นความแปลกประหลาดนี้เป็นเรื่องปกติ

      ธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศที่เราเข้าใจมาตลอดว่าเป็นสายการบินแห่งชาติของไทย ประกอบกิจการในรูปแบบ “รัฐวิสาหกิจ” ซึ่งกำหนดให้องค์การหรือหน่วยงานธุรกิจในกำกับของรัฐบาลต้องถือหุ้นเกิน 50% เพื่อรับประกันว่ามีเสถียรภาพทางการเงิน กลับกลายเป็นการสร้างช่องโหว่ให้ผู้มีอำนาจต่างผลัดกันรุมเข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์
       ในขณะที่ผู้บริหารการบินไทยก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไรหากธุรกิจจะขาดทุน เนื่องจากท้ายที่สุดแล้วทางออกในการแก้ปัญหาก็คือรัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ย่อมต้องมีมาตรการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่ร่ำไป
         การประกอบธุรกิจด้วยธรรมาภิบาลพื้นฐานบิดเบี้ยวเช่นนี้ บ่อยครั้งเข้าประชาชนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า จะดีกว่าหรือไม่ถ้าการบินไทยในฐานะผู้บริหารกิจการต้องจัดการแบกรับหนี้สินที่ก่อขึ้นเองทั้งหมด ในกติกาเดียวกับที่บริษัทเอกชนทั่วไปแข่งขันกันประกอบธุรกิจ
        สรุปง่ายๆคือ การจะฟื้นฟูสภาพคล่องการบินไทยด้วยวิธีปรับโครงสร้าง หรือปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ “ไม่น่าจะใช่คำตอบ” ที่เหมาะสมกับการบินไทยในเวลานี้
        ประเด็นต่อมาคือการบินไทยมีบริษัทในเครือแยกย่อยดูแลในแต่ละส่วนงานหลายบริษัท ตัวเลขพนักงานในปัจจุบันที่ประมาณการคร่าวๆคือ 25,000 คน เป็นลูกเรือ 6,000 คน ที่เหลืออีกเกือบ 20,000 คนนั้น การบินไทยชี้แจงในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จปี 2562 ว่ามีค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานสูงถึง 3.1  หมื่นล้านบาทต่อปี, คิดเป็น 1.55  ล้านบาทต่อคน/ปี หรือเฉลี่ยแล้วตกคนละ 1.3 แสนบาท/เดือน
       โดยมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่านี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือค่าน้ำมัน 5.4 หมื่นล้านบาท
       ผมยกมาแค่ 2 ปัญหาหลักๆ การเข้าไปครอบครองผลประโยชน์ ซึ่งธุรกิจการบินอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงคมนาคม และโครงสร้างองค์กรที่ทำให้จำนวนพนักงานล้นเกินจำเป็น
     ในวันนี้ถ้าพูดถึงการบินไทย ไม่ว่าจะแตะประเด็นไหนหรือตรงไหนก็ล้วนแต่มีคำถาม หรือพบปัญหาแทบทั้งสิ้น ไม่น่าเชื่อนะครับว่าครั้งหนึ่งการบินไทยเคยเป็นผู้ผูกขาดเพียงหนึ่งเดียวในตลาดธุรกิจการบินของไทยมานาน ก่อตั้งเมื่อวันที่1 พ.ค.2503  โดยวางโครงสร้างในการบริหารแบบรัฐวิสาหกิจ ซึ่งหลังจากก่อตั้งบริษัทในเครือเพื่อแยกย่อยหน้าที่ให้บริษัทลูกแต่ละแห่งเข้าไปบริหารจัดการแล้ว ต่อมาตรงนี้จะกลายเป็นจุดอ่อนในทางธุรกิจ เมื่อมีเอกชนกระโดดร่วมลงทุนแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ในช่องทาง “Low Cost”
         ภาพลักษณ์ของการบินไทยที่ปลูกฝังกันมานานคือ “ความมีระดับ” ไม่ใช่เฉพาะกับคนในการบินไทยเท่านั้น แต่ยังบอกกับประชาชนคนไทยสะท้อนผ่านสื่อโฆษณา, รูปแบบบริการ และราคาตั๋วโดยสาร การจะแสดงถึงความมีระดับได้นั้น สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือ “รายได้” ครับ และวิธีจะรักษาค่าตอบแทนให้อยู่ในระดับสูงได้นั้นก็ต้องมี “สหภาพ”
      กระแสความต้องการของประชาชนให้ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ คำขู่ของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่านี่คือโอกาสสุดท้าย รวมถึงคำพูดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่ากำลังพิจารณาการปรับสัดส่วนถือหุ้นในอนาคต เรียกได้ว่าถนนทุกสายมุ่งสู่การรื้อระบบการดำเนินธุรกิจของการบินไทยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับยุคสมัย
       ความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่า ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ง่ายเลยที่จะแก้ไขหรือปฏิบัติในเร็ววันนี้ เพราะการปฏิรูปหรือแค่แตะโครงสร้างที่เปเป็นปัญหา แรงสะเทือนจะถูกส่งไปยังผลประโยชน์ที่ถือว่าเป็นขุมทรัพย์อันแสนหวงของการบินไทย
      ที่ผ่านมาตลอด 60 ปี การบินไทยนั้นรัก (พนักงาน) เท่าฟ้า หลายคนเกษียณไปแล้วก็ยังมีกินมีใช้ตลอดขีวิตได้อย่างไม่ลำบาก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกว่าการบินไทยจะไปรอดในทางธุรกิจ หรือพนักงานยินดีจะร่วมล่มสลายไปพร้อมกับร่างของรัฐวิสาหกิจที่ทรุดหนักไม่ต่างจากผู้ป่วยติดเตียง
        อย่างแย่ที่สุดที่ผมลองจินตนาการได้ในตอนนี้ เป็นภาพในวันที่สายการบินแห่งชาติประกาศเลิกกิจการ และเกิดใหม่ในรูปแบบบริษัทเอกชนรายใหญ่ร่วมทุนกับรัฐบาล 
       ต่อให้เป็นรัฐวิสาหกิจแต่ผลประกอบการจะขาดทุนสูงถึงหมื่นล้านบาทติดๆกันหลายปีไม่ได้หรอกครับ เพราะธนาคารในประเทศที่ปล่อยให้กู้จะพังไปด้วย
       ในขณะที่ญี่ปุ่น สายการบิน JAL ก็เคยเจอวิกฤตถึงขั้นล้มละลาย วิธีแก้ปัญหาของเขานั้นผมอยากเล่าสู่กันฟังครับ เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นไปเชิญนาย อินาโมริ คาซึโอะ มารับตำแหน่งประธานบริหาร มาทำงายโดยไม่รับค่าจ้างแม้แต่เยนเดียว ซึ่งนายอินาโมริ สามารถพลิกให้ JAL กลับมาทำกำไรติดต่อกัน 3 ปี จากหนี้สิน 2.9ล้านล้านเยน กลายเป็นกำไร 17%  มากกว่าค่าเฉลี่ยสายการบินทั่วโลกเสียอีก
       เดือนเมษายนที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ในตลาดหุ้นที่ทำให้นักวิเคราะห์เห็นภาพการบินไทยชัดขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงที่หลายบริษัทเร่งปิดผลประกอบการส่ง  ตลท. อย่างที่ทราบกันว่าการบินไทยหนี้ท่วมบานเบอะ แต่นักวิเคราะห์พบว่าราคาหุ้นของสายการบินในไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเดือนเดียวโดยไม่มีพื้นฐานปัจจัยใดๆ  THAI +131%, AAV (แอร์เอเชีย) +78% และ NOK (นกแอร์) +49%
      การบินไทยจมหนี้นับหมื่นล้าน เครื่องบินทุกลำก็จอดสนิทมาหลายสัปดาห์ แต่หุ้นราคาขึ้นครับ
Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: