Columnist

ย้าย​ 278 ล้าน​ “THAI” จากคลังสู่​ “วายุภักดิ์” กระเป๋า​ “ซ้าย-ขวา” กับ “กองทุนพยุงหุ้น”

ย้าย​ 278ล้านบาท​ “THAI” จากคลังสู่​ “วายุภักดิ์” กระเป๋า​ “ซ้าย-ขวา” กับ “กองทุนพยุงหุ้น”

ธนก บังผล

ก้าวแรกมักเป็นก้าวที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นคือการพ้นจากรูปแบบ “รัฐวิสาหกิจ” ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

หลุดพ้นพันธนาการทางข้อบังคับต่างๆกันอย่างง่ายดายเพียงแค่ กระทรวงการคลัง ขายหุ้นที่เคยถือ 51.3% ออกไป 3.17% คงเหลือ 48.13 %

ข้อบังคับรัฐวิสาหกิจที่ว่ารัฐบาลต้องถือหุ้นเกิน 50% ก็เป็นอันสิ้นสุดในเชิงรูปแบบเท่านั้น เพราะในทางนิตินัย กระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดเป็นอันดับ1 ใน บมจ.การบินไทย (THAI) อยู่ดี

หุ้นที่ถูกขายก็เหมือนย้ายมือซ้ายไปมือขวา เพราะขายให้กับกองทุนรวมวายุภักดิ์ 69 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 4.03 บาท รวม 278 ล้านบาท

 

 

ซึ่งก่อนหน้านี้กองทุนรวมวายุภักดิ์1 โดย บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กับ บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในการบินไทย 165,037,582 หุ้น คิดเป็น 7.56% เท่ากัน

จึงน่าสนใจว่า ทั้ง 2 บลจ.นี้จะซื้อ 69 ล้านหุ้นไว้ เพื่อคงสภาพการถือหุ้นมากเป็นอันดับ 2

หรือจะให้ บลจ.อื่นในจำนวนกว่า อีก 21 แห่ง เข้ามาลงทุนกับกองทุนรวมวายุภักดิ์1 เพิ่มเติม

การถือครอง 69 ล้านหุ้นนี้จะทำให้ผู้ลงทุนกลายเป็นผู้ที่หุ้นอันดับมากเป็นอันดับ 5 ใน บมจ.การบินไทย โดยจะมากกว่า ธนาคารออมสิน ที่มี 46.4 ล้านหุ้นหรือ 2.13% ทันที

ในส่วนของกองทุนรวมวายุภักดิ์1นั้น เป็นกองทุนเปิดที่มีกระทรวงการคลังถือหน่วยลงทุนเต็ม 100% ตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2546 ขายให้กับประชาชน7หมื่นล้านบาท

 

กองทุนรวมวายุภักษ์ 1 ภายใต้การบริหารและจัดการโดย บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศมูลค่าสินทรัพย์สุทธิและมูลค่า หน่วยลงทุนครั้งแรกประจำวันที่ 4 ธ.ค.2546 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเท่ากับ 124,073,163,090.23 บาท คิดเป็นมูลค่าต่อหน่วยลงทุนเท่ากับ 12.4073 บาทต่อหน่วย

ปัจจุบันหุ้น 5 อันดับแรกที่กองทุนถือ ณ สิ้นเดือนก.พ.2563 ได้แก่

1) PTT 46.24%
2) SCB 23.39%
3) TMB 3.56%
4) KTB 2.93%
และ 5) AOT 1.94%

สิ้นปีที่ผ่านมา “กองทุนวายุภักษ์ 1” มีขนาดสินทรัพย์อยู่ที่ 356,545.74 ล้านบาท มีมูลค่าหน่วยลงทุน 49.23 บาท
ล่าสุด ณ วันที่ 20 มี.ค.2563 ขนาดสินทรัพย์เหลือ 232,786.73 ล้านบาท มีมูลค่าต่อหน่วย 32.14 บาท
สินทรัพย์หายไปแล้วกว่า 123,759.01 ล้านบาท หรือลดลง 34.71%

การที่กระทรวงการคลังขายหุ้นการบินไทยให้กองทุนรวมวายุภักดิ์ จึงเปรียบเหมือนขายของถูกให้กับคนที่เงินเก็บกำลังร่อยหรอจากการลงทุน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยมีแนวความคิดจะตั้ง “กองทุนพยุงหุ้น” โดยมอบหมายให้นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปศึกษาการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น

สำหรับเบื้องต้นได้พิจารณา 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.แนวทางให้จัดตั้งกองทุนใหม่สำหรับใช้ลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรง 2.ให้พิจารณาเพิ่มขนาดของกองทุนรวมวายุภักษ์ที่มีอยู่แล้วให้เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่ม
ทั้งนี้ การศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น มีความเป็นไปได้ว่าจะพิจารณานำกองทุนรวมวายุภักษ์ ที่มีอยู่แล้วกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมี บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) และ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้น โดยพิจารณาเปิดขายหน่วยลงทุนเพิ่มให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการตั้งกองทุนใหม่จะเสียเวลามากและคนอาจไม่รู้จัก


สำหรับที่มาของแหล่งเงินทุนนั้น กระทรวงการคลังระบุว่าจะไม่ใช้เงินภาษี หรืองบประมาณจากรัฐบาลอย่างแน่นอน โดยเบื้องต้นจะมีทั้งเปิดจำหน่ายหน่วยลงทุนเพิ่มให้สำหรับประชาชนได้ซื้อ รวมถึงจะแบ่งสัดส่วนให้นักลงทุนสถาบัน หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)มาซื้อได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจ เพราะการซื้อหน่วยลงทุนแบบนี้จะเน้นลงทุนแบบระยะยาว และกองทุนส่วนใหญ่ก็มีกำไรด้วยกันทั้งนั้น

แต่ ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ถูกถล่มมาอย่างหนัก และยังโดนเชื้อไวรัสโควิด-19 ขย้ำซ้ำในปีนี้ “กองทุนพยุงหุ้น” ก็แท้งไม่ทันได้คลอดเหมือน”กองทุนรวมวายุภักดิ์2″ ที่ร่ำๆจะตั้งมาแล้วครั้งหนึ่ง

 

ด้าน บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นประธานกรรมการบริษัท รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ล่าสุด ระบุว่า บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นมากที่สุด 24.96% จำนวน 31,357,850 หุ้น รองลงมาคือธนาคารออมสิน 24.94% และกระทรวงการคลัง 15.92%
ไตรมาสแรก ของปี 2563 บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) มีหนี้สิน 332.46 ล้านบาท

ขณะที่รายได้รวมทั้งสิ้น 209.56 ล้านบาท เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน 3เดือนแรกติดลบ 4.38 ล้านบาท แต่ยังมีกำไร 33.08 ล้านบาท

โดยในปี 2561 ผลประกอบการกำไร 168.08 ล้านบาท, ปี 2562 กำไร 130.45 ล้านบาท

หนี้สินปี 2561 รวม 214.94 ล้านบาท, ปี2562 รวม225.98 ล้านบาท แต่3 เดือนแรกปี 2563หนี้สินของ บลจ.เอ็มเอฟซี พุ่งสูงถึง 332.46 ล้านบาท

เห็นผลประกอบการอย่างนี้แล้ว กองทุนรวมวายุภักดิ์1 เรียกได้ว่าป่วย ส่วนบลจ.เอ็มเอฟซี อาการก็ทรงๆ

เมื่อกระทรวงการคลังขายหุ้นการบินไทย 69 ล้านหุ้น คิดเป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท ให้กองทุนวายุภักดิ์ ผลสุดท้ายก็เหมือนการเปลี่ยนกระเป๋าซ้ายย้ายมาขวา เพราะไม่ว่าจะถ่ายเทไปทางไหนก็จะพบว่ามีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งสิ้น

ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่ผลของการฟื้นฟูกิจการ เพื่อรอให้”การบินไทย” กลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติอีกครั้ง

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: