Biznews

‘กสิกรฯ’หนุน ‘โกดังเก็บหนี้’ ต่อลมหายใจธุรกิจโรงแรม

ธุรกิจโรงแรมและที่พักเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมา จนกระทั่งถึง ณ ขณะนี้ หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวเนื่องได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจโรงแรมมาต่อเนื่อง

โดยล่าสุดได้มีการพูดถึงการทำ Asset Warehouse ธุรกิจ เพื่อเปิดทางเลือกให้กับเจ้าของโรงแรมในการขายกิจการเพื่อ Freeze ส่วนสูญเสีย และมีโอกาสซื้อกิจการคืนในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสู่ระดับปกติอีกครั้ง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีประเด็นข้อสังเกต ดังนี้

  • คาดการณ์ว่าธุรกิจโรงแรมในภาพรวม คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ได้กลับมาระบาดระลอกใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวสะดุดลง รวมถึงแผนการดำเนินนโยบายการท่องเที่ยวของทางการอย่างแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศต้องชะลอออกไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยในปี 2564 นี้ ยังไม่น่าจะกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ได้ปรับลดการคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2564 มาอยู่ที่กรอบประมาณ 2.0-4.5 ล้านคน (จากเดิมที่คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2564 จะมีจำนวน 4.5-7.0 ล้านคน คาดการณ์เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563) อย่างไรก็ดี แม้คาดว่าตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศปี 2564 นี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 90-120 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถทดแทนการหายไปของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีส่วนสร้างรายได้ให้กับธุรกิจโรงแรมและที่พักกว่า 5.0 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% ของรายได้ท่องเที่ยวในส่วนของโรงแรมและที่พักทั้งหมด

  • ในระหว่างที่รอให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อคลี่คลายลงและการฉีดวัคซีนในต่างประเทศและไทยมีความก้าวหน้าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า โรงแรมที่จะประสบปัญหาหนัก คือ กลุ่มที่พึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติสูง ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ เช่น ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี และสงขลา เป็นต้น รวมถึงในพื้นที่อื่นๆ อาทิ กรุงเทพฯ ชลบุรี และเชียงใหม่ เป็นต้น

ทั้งนี้ คาดว่าจำนวนกิจการที่ได้รับผลกระทบหนักและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4,000 ราย ซึ่งกลุ่มโรงแรมที่ได้รับผลกระทบมากสุดจะเป็นกลุ่มที่พักประหยัด (Budget Hotels) ซึ่งจะมีข้อจำกัดในด้านการแข่งขันและการสร้างรายได้ โดยรายได้หลักมาจากการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

  • ที่ผ่านมา ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือโรงแรมในหลายส่วน ได้แก่ มาตรการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ คือ โครงการ Soft Loans ซึ่งได้มีการปรับเงื่อนไขระยะเวลาการขอรับสินเชื่อจนถึงกลางปี 2564 การขยายวงเงินขอสินเชื่อ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ตลอดจนมาตรการการขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ (Debt Holidays) ซึ่งขยายระยะเวลามาถึงปี 2564 ที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มผู้ประกอบการทั้งขนาดกลางและเล็ก ตลอดจนผู้ประกอบการรายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของมาตรการการแบ่งเบาภาระรายจ่ายผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม คือ มาตรการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมโรงแรมปีละ 40 บาทต่อห้องพักตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 รวมถึงมาตรการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศ ได้แก่ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พัก ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว รวมถึงสนับสนุนค่าโดยสารเครื่องบินส่วนหนึ่ง เป็นต้น

ซึ่งสะท้อนความพยายามของภาครัฐในการช่วยเหลือผู้ประกอบการตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดกลางและเล็ก เพียงแต่สถานการณ์การระบาดระลอกใหม่และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่อาจต้องใช้เวลานาน ทำให้แผลลึกขึ้น จึงจำเป็นต้องหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ

  • มาตรการ Asset Warehousing เป็นหนึ่งในทางออกสำหรับธุรกิจโรงแรม แต่คงต้องรอความชัดเจนในหลายประเด็น โดยจากการที่ทางการและธนาคารพาณิชย์ร่วมมือผลักดันมาตรการ Asset Warehousing หรือ ‘โกดังเก็บหนี้’ นั้น แม้ว่ารายละเอียดเบื้องต้น สะท้อนว่า Asset Warehousing อาจออกมาในรูปการขายหรือขายฝากสินเชื่อธุรกิจโรงแรมให้กับสถาบันการเงินในราคาและเงื่อนไขที่ตกลงกัน มากกว่าการจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อรับโอนหนี้จากธนาคารพาณิชย์ แต่วัตถุประสงค์หลักคงไม่ต่างกัน นั่นคือ การขายโรงแรม/โอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในโรงแรมดังกล่าวให้สถาบันการเงิน จะช่วยลดภาระการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ อันจะช่วยทำให้มีสภาพคล่องทางอ้อมเพิ่มขึ้น และ/หรือลดภาระจากการแบกต้นทุนรายจ่ายของโรงแรมในแต่ละเดือนในจังหวะที่สถานการณ์ผู้เข้าพักลดลงมาดังเช่นในปัจจุบัน ขณะที่ เปิดทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อโรงแรมคืนได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงสิทธิในการให้ผู้ประกอบการรายเดิมเช่าเพื่อดำเนินธุรกิจและดูแลโรงแรมให้ยังคงอยู่ในสภาพดี

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องรอความชัดเจน ได้แก่

  • ผู้ประกอบการกลุ่มใดสนใจจะเข้าโครงการ Asset Warehousing โดยหากเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ศักยภาพและยังมีสายป่านทางการเงินที่ดีโดยอาจมาจากธุรกิจประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากโรงแรมและที่พักนั้น อาจเลือกคงสภาพความเป็นเจ้าของในธุรกิจและขอรับการปรับโครงสร้างหนี้จากสถาบันการเงินมากกว่า  ในขณะที่ ฝั่งสถาบันการเงินคงประเมินลูกค้าที่เข้าโครงการจากความสามารถและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ซึ่งแปรผันตามขนาดกิจการ พื้นที่ให้บริการ รวมถึงแนวทางการทำธุรกิจเฉพาะสำหรับโรงแรมแต่ละแห่ง เพื่อบ่งชี้ถึงโอกาสการกลับมาสร้างรายได้ในอนาคตของกิจการ
  • ราคาขายหรือราคาโอนกรรมสิทธิ์ ว่าจะเป็นไปตามวงเงินสินเชื่อที่มีกับธนาคารพาณิชย์หรือไม่ และกิจการมีหลักประกันส่วนเกินหรือไม่และมากน้อยเพียงใด
  • ราคาซื้อคืน-ค่าประกันภัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการจะเช่าเพื่อดำเนินธุรกิจต่อ
  • การยกเว้นหรือผ่อนปรนภาระภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องจากการโอนหนี้ที่จะเกิดขึ้นทั้งขาแรกและขาหลังที่ผู้ประกอบการซื้อคืนโรงแรม
  • ระยะเวลาโครงการนานเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิดและการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยควรนานกว่า 3-5 ปี
  • มีการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นหนี้และตั้งสำรองหนี้/ทรัพยสินรอการขายสำหรับสถาบันการเงินหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด เนื่องจากจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนโดยรวมและความสามารถของสถาบันการเงินในการรับซื้อโรงแรม และปล่อยสภาพคล่องเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการ
  • ส่วนประเด็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการสำหรับการดูแลรักษาสภาพโรงแรมให้พร้อมใช้งานนั้น หากต้องการให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำพิเศษเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการมากเกินไปในภาวะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ภาวะปกตินั้น คงมีความจำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำและกลไกการลด/ชดเชยความเสี่ยงเครดิตของผู้ประกอบการร่วมด้วย เช่น กลไก บสย. การปรับปรุงมาตรการ Soft Loans ของ ธปท. (ช่วยเรื่องเงินทุนต้นทุนต่ำและการชดเชยความเสียหายหลังจบโครงการ) หรือการสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ บทสรุปของเงื่อนไขต่างๆ ข้างต้น จะเป็นตัวกำหนดการตอบสนองของผู้ประกอบการว่าจะเลือกเข้ามาตรการ Asset Warehousing เพื่อคงโอกาสในการทำธุรกิจโรงแรมของตนหรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับไพ่อื่นๆ ที่มีอยู่ในมือปัจจุบัน รวมถึงกำหนดการมีส่วนร่วมของสถาบันการเงินในการดูแลลูกค้าภายใต้มาตรการดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าปัจจุบัน ภาครัฐและสถาบันการเงินอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปของรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการมีประสิทธิผลสูงสุด

อย่างไรก็ดี มาตรการส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ธุรกิจจดทะเบียน แต่ในทางปฏิบัติธุรกิจโรงแรมมีกลุ่มที่ไม่จดทะเบียนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องอาศัยมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ มาตรการสำหรับลูกหนี้รายย่อย และมาตรการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเสริมเข้าไปแทน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: