CSR

‘กล่องโฟม-ถุงพลาสติก’ ฆาตกรในร่างสิ่งของ รีบตัดวงจรก่อนภัยถึงตัว

จากปัญหาการใช้กล่องโฟมและถุงพลาสติกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่จะเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราทั้งในทางตรงและทางอ้อมอีกด้วย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตัดวงจรอันตรายจากพลาสติกเหล่านี้ เรามาร่วมกันลดการใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟมกันเถอะ

เพราะการใช้กล่องโฟมหรือถุงพลาสติกใส่อาหารอาจเป็นความเคยชินจนเราละเลยถึงอันตรายจะเกิดขึ้น แต่จริง ๆ แล้วภายใต้บรรจุภัณฑ์ธรรมดา ๆ นั้น กลับแฝงไปด้วยสารเคมีที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว อีกทั้งกล่องโฟมและถุงพลาสติกยังเป็นขยะที่ย่อยสลายได้ยาก ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะทางไหน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ และเพื่อลดปัญหาที่ส่งผลกับสิ่งแวดล้อม เราควรรีบตัดวงจรการใช้กล่องโฟมและพลาสติกก่อนที่อันตรายจะย่างกรายมาหาตัว

ทุกวันนี้เราใช้พลาสติกและกล่องโฟมกันมากขนาดไหน

กรมควบคุมมลพิษเผยว่า ประเทศไทยจัดเป็นประเทศในอันดับต้น ๆ ที่เป็นแหล่งสำคัญที่พบขยะพลาสติกในทะเล โดยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 12% ของปริมาณขยะทั้งหมด หรือปีละประมาณ 2 ล้านตัน ซึ่งขยะพลาสติกส่วนใหญ่เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Singleuse plastic : SUP) เช่น ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก หรือกล่องโฟมบรรจุอาหาร และจากปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด มีจำนวนขยะพลาสติกที่ถูกกลับไปใช้ประโยชน์ประมาณ 0.5 ล้านตัน ส่วนอีก 1.5 เป็นขยะที่ไม่ถูกนำกลับไปทำประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circle Economy) แต่จะถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบ เมื่อมีปริมาณมากขึ้นก็กลายเป็นปัญหาขยะพลาสติกในระยะยาวได้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า ขยะพลาสติกกลุ่มข้างต้นมีอายุการใช้งานสั้น แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนานเป็นร้อย ๆ ปี หากไม่นำขยะพลาสติกกลับไปรีไซเคิล การทำลายขยะพลาสติกด้วยการเผาหรือฝังกลบก็จะส่งผลกระทบในวงกว้าง เริ่มจากสร้างมลพิษให้สิ่งแวดล้อม หรือที่เห็นกันบ่อย ๆ ก็คือ เศษขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งขว้างตามพื้นถนน กลายเป็นขยะที่ไปอุดตันท่อน้ำ หรือเป็นขยะที่ลอยเคว้งอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง จากนั้นก็ไหลลงสู่ท้องทะเล ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ห่วงโซ่อาหาร และการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ของท้องทะเลทั่วโลกอีกด้วย

พลาสติกและกล่องโฟม ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะย่อยสลาย

เราได้ยินจนชินหูว่า โฟมและพลาสติกใช้เวลาในการย่อยสลายนานนับร้อย ๆ ปี แต่เพื่อความชัดเจน เราขอยกตัวเลขข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษมาให้เห็นเลยว่า ร้อย ๆ ปีที่ว่า มันนานขนาดไหน

 

ถุงพลาสติก ใช้เวลาย่อยสลาย 450 ปี
โฟมไม่สามารถย่อยสลายเองตามธรรมชาติได้

ลองคิดภาพตามเล่น ๆ ดูว่า กว่าจะถึง 450 ปี ถุงพลาสติกในโลกใบนี้จะเพิ่มขึ้นอีกมากแค่ไหน และขอย้ำกันอีกทีว่าโฟมเป็นวัสดุที่ย่อยสลายเองตามธรรมชาติไม่ได้ และหากกำจัดด้วยการเผาทำลายก็จะก่อให้เกิดก๊าซสไตรีน (Styrene) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพรวมถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้นควรหาวิธีจัดการกับขยะประเภทโฟมอย่างเหมาะสม หรือควบคุมการใช้โฟมไปเลย ส่วนพลาสติกก็ใช้เวลานานถึง 450 ปี ในการย่อยสลาย อีกทั้งพลาสติกยังมีความคงทนย่อยสลายตามธรรมชาติน้อยและยังสามารถทนต่อแรงอัดได้สูง กำจัดยาก แถมยังใช้พื้นที่ในการฝังกลบมากกว่าขยะประเภทอื่น ถ้าหากเราสามารถลดการใช้พลาสติกหรือนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกับปัญหาขยะดังกล่าวไม่น้อย

อันตรายจากกล่องโฟม-พลาสติก คิดสักนิดก่อนใช้ !

รู้หรือไม่ว่า กล่องโฟมบรรจุอาหารที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป ทำมาจากวัสดุพอลิเมอร์ชนิดพอลิสไตรีน (Polystyrene) ที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เมื่อน้ำมันหรือความร้อนจากอาหารหรือสิ่งที่นำไปบรรจุทำปฏิกิริยากับกล่องโฟม ก็จะทำให้สารสไตรีน (Styrene) จากกล่องโฟมปนเปื้อนมากับอาหารที่รับประทานเข้าไป และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งความน่ากลัวที่ควรระวังก็เพราะว่า…

ส่งผลให้เกิดอาการพิษเฉียบพลัน เช่น ระคายเคืองผิวหนัง หรือทางเดินหายใจผิดปกติ
ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้การเคลื่อนไหวและการทรงตัวไม่ดี
เสี่ยงภาวะสมองเสื่อมและสมาธิสั้น
เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

ส่วนพลาสติกไม่เพียงแต่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่ทุกคนกำลังตระหนักถึงกัน ทว่าอันตรายต่อพลาสติกก็ยังส่งผลกระทบในด้านสุขภาพอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

สารพาทาเลต (Pthalate) ในพลาสติกอาจไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายและเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
สารไวนิลคลอไรด์ (Vinyl Chloride) ในพลาสติกพีวีซีเรซิน (PVC Resin) จัดเป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มหนึ่ง ที่อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งตับได้

สารไบฟีนอลเอ (Bisphenol A) ที่ใช้ในการผลิตพลาสติก อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก

สารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ในพลาสติกประเภทเมลามีน หากโดนความร้อนอาจกลายเป็นสารละลายที่ปนเปื้อนมาในอาหาร และเป็นสาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาว

 

นอกจากนี้ทั้งโฟมและพลาสติกยังเป็นขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่นหากทิ้งไม่ถูกที่ก็จะอุดตันท่อระบายน้ำทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง

หากเกิดการเผาที่ไม่สมบูรณ์ จะเกิดการปล่อยก๊าซพิษ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโลกร้อน

ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ต่าง ๆ

ทำให้เกิดการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในดินและแหล่งน้ำ

แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใด ๆ ในรูปแบบโฟมหรือเป็นถุงพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก หรือของใช้ที่ผลิตจากพลาสติกชนิดอื่น ๆ แม้จะเป็นความสะดวกสบาย ใช้ง่าย ราคาถูก แต่ก็อย่าลืมนึกถึงอันตรายและโทษของพลาสติกกันด้วยนะคะ อย่างน้อยลดการใช้พลาสติกหรือโฟม แล้วแยกทิ้งตามประเภทขยะก็ยังดี จะได้นำพลาสติกหรือโฟมไปใช้ซ้ำ รีไซเคิลได้ และช่วยลดปริมาณขยะที่ย่อย

 

ลดปริมาณขยะพลาสติกได้ง่าย ๆ เริ่มที่ตัวเราเอง

วิธีลดปริมาณขยะพลาสติกจริง ๆ ทำไม่ยาก ทุกคนสามารถลดขยะพลาสติกได้ทั้งนั้น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

ซื้อของไม่รับถุงพลาสติก แต่เตรียมถุงผ้าไปเอง

นำพลาสติกที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ซ้ำอีกครั้ง

เลือกใช้พลาสติกที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ เช่น แก้วน้ำและกล่องใส่อาหาร

เลือกใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ อย่าง จาน ถ้วย ที่ผลิตจากชานอ้อย หรือวัสดุธรรมชาติชนิดอื่น ๆ เป็นต้น

แยกขยะพลาสติกทิ้งให้ถูกที่ เพื่อนำพลาสติกเหล่านั้นไปรีไซเคิลต่อได้ง่ายขึ้น

ถ้าปริมาณขยะพลาสติกลดจำนวนลง ปัญหาที่เกิดจากขยะพลาสติกก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นเริ่มต้นลดปริมาณการใช้พลาสติกกันตั้งแต่วันนี้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็เริ่มจากการแยกขยะในครัวเรือนก่อนทิ้งก็ยังดีนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ สมาคมพิษวิทยา

ที่มา : https://erc.kapook.com/article05.php

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: