Biznews

‘กลุ่มคาราบาว’ ทุ่ม 7.5 หมื่นล้าน พลิกโฉมโชห่วย ดัน ‘ถูกดีฯ’ ทะยาน 50,000 สาขา

เปิดหน้าท้าชนอย่างเป็นทางการหลังจากลงทุนปลุกปั้นมากับมือมาได้ปีเศษๆ  สำหรับธุรกิจใหม่แกะกล่องที่ลงทุนในนามส่วนตัวของ ‘เสถียร เศรษฐสิทธิ์’ แม่ทัพใหญ่ คาราบาวกรุ๊ป ที่ขอใช้โมเดลธุรกิจ ร้านค้าของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ปั้นแบรนด์  ‘ร้านถูกดี มีมาตรฐาน’  โดยมีเป้าประสงค์เพื่อช่วยเหลือร้านค้าโช่ห่วยในชุมชนแต่ละพื้นที่ให้สามารถต่อสู้กับบรรดายักษ์ค้าปลีกได้อย่างแข็งแรง ขณะเดียวกันยังคงแฝงกลิ่นอายของความเป็นท้องถิ่น

เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG และประธานกรรมการ บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก ถูกดี มีมาตรฐาน บอกเล่าถึงที่มาที่ไปกว่าจะมาเป็นร้านถูกดี มีมาตรฐานว่า ด้วยความที่คลุกคลีในธุรกิจค้าปลีกมาเกือบ 10 ปี ในชื่อ ‘ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต’  ที่เปิดให้บริการในหลายจังหวัด โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค.นราคาประหยัด เข้าถึงง่าย ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

 

จากจุดนี้เอง ทำให้แม่ทัพคาราบาวกรุ๊ป ได้เห็น และเข้าใจในธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านโชห่วยที่มีหลายแสนร้านค้าแต่ต้องล้มหายตายจาก ไม่สามารถต้านทานค้าปลีกสมัยใหม่ที่เข้ามาประชิดตัวได้ เขาจึงมีแนวคิดที่จะทำร้านค้าของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน ให้เป็นร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและให้บรรดาร้านโชห่วยที่มีอยู่เดิมสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างเข้มแข็ง จึงได้ทดลองพัฒนาคอนเซปต์ร้านค้าปลีก ภายใต้แบรนด์ “ถูกดี มีมาตรฐาน” มาตั้งแต่ปี 2562

โดยผนึกความร่วมมือกับเจ้าของร้านโชห่วยในพื้นที่ต่างๆ โดยเข้าไปช่วยพัฒนาทั้งด้านสินค้า อุปกรณ์ ความรู้ และเทคโนโลยี ให้ร้านค้ามีระบบการบริหารการจัดการที่ดี หน้าร้านสวยงาม ทันสมัย สะอาดสะอ้าน พร้อมร่วมมือกับคู่ค้าจัดรายการส่งเสริมการขาย และสื่อโฆษณา ณ จุดขาย เพื่อสนับสนุนการขายให้กับร้านโชห่วย

ทั้งนี้ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของร้านถูกดีฯ ที่ผ่านเงื่อนไขต้องเป็นเจ้าของธุรกิจมีร้านของตัวเองอยู่แล้ว โดยต้องลงทุนปรับปรุงร้านให้สะอาด รวมทั้งวางเงินมัดจำจำนวน 200,000  บาทเพื่อเป็นหลักประกันในการทำธุรกิจร่วมกัน  จากนั้นเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของบริษัทตั้งแต่การจัดวางสินค้ามูลค่ารวมกว่า 1,000,000 บาท ต่อสาขา  การจัดรายการโปรโมชั่นต่างๆ  การนำเทคโนโลยีต่างๆ  เข้ามาบริหารเพื่อช่วยให้การทำงานสะดวกและง่ายขึ้น

จากการทดลองโมเดลดังกล่าวมากว่า 2 ปี ปูพรมไล่มาตั้งแต่จังหวัดเล็กๆ  รอบกรุงเทพฯ อย่างนครปฐม ขอนแก่น อุดรธานี ขยายไปยังภาคเหนือ ภาคกลาง พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี สามารถเพิ่มรายได้ให้กับร้านโชห่วย จากเดิมที่ขายสินค้าได้ 3,000-5,000 บาทต่อวัน เพิ่มเป็นมากกว่า 10,000 บาทต่อวัน เปลี่ยนสถานะภาพความเป็นอยู่ของร้านโชห่วยให้ลืมตาอ้าปากได้ ภายใต้โมเดลที่ตอบโจทย์ชุมชนได้อย่างแท้จริง

 

 

บริษัทประเมินแล้วว่าถ้าร้านค้าสามารถยอดขายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อวัน จะมีกำไรประมาณ 4 หมื่นบาทต่อเดือน สามารถดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งขณะนี้มีร้านค้าสนใจเข้าร่วมโครงการอีกประมาณ 1,000 ร้านค้า ในไตรมาส 4 บริษัทจะเริ่งเปิดให้ได้เดือนละ 2,000 ร้านค้า เพื่อให้ครบ 8,000 ร้านค้าในปีนี้ และคาดว่าจะมีรายได้รวม 15,000 ล้านบาท

เสถียร บอกว่า  ข้อได้เปรียบสำคัญของร้านถูกดี มีมาตรฐาน คือ ความเป็นคนในพื้นที่ทำให้เข้าใจ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในชุมชุนได้เป็นอย่างดี การมีน้ำใจให้กัน  ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ที่สำคัญร้านถูกดี มีมาตรฐาน ยังนำสินค้าของแต่ละท้องถิ่นชื่อดัง หรือ สินค้าที่มีจุดเด่นน่าสนใจในแต่ละพื้นที่มาวางขาย สร้างความแตกต่างจากร้านค้าปลีกอื่นๆ ด้วย

ปัจจุบัน ร้านถูกดี มีมาตรฐาน มีสาขาทั้งหมดประมาณ  1,000 ร้านค้า เป้าหมายต่อไปคือขยายเป็น 8,000 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ เพิ่มเป็น 30,000 ร้านค้า ในปี 2565  และเพิ่มเป็น 50,000 สาขาในปี 2566  โดยวางเป้าหมายเป็นร้านสะดวกซื้อที่สามารถเข้าถึงชุมชนที่ลึกที่สุดในระดับหมู่บ้าน ภายใต้ยุทธศาสตร์หลักคือการเจาะลึกเข้าระดับหมู่บ้าน ในชุมชนเล็กๆ ที่มีร้านค้าปลีกตั้งอยู่   ภายใต้คอนเซ็ปท์  จาก  Point Of Sale สู่ Point Of EveryThing  หมุดหมายคือเพื่อให้ชุมชนเติบโตอย่างเข้มแข็ง    

เมื่อวางเป้าหมายเปิดร้านถูกดีฯ กระจายทั่วไทยสูงถึง 50,000 สาขาลงลึกในระดับหมู่บ้านเช่นนี้  การกระจายสินค้าจึงกลายเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงานใหญ่ในคร้ังนี้  ซึ่งความใหญ่โตเป็นเรื่องน่ากลัว และจะน่ากลัวมากขึ้น ถ้าคิดว่าเติบโตจากการกินรวบ เราต้องโตด้วยการกินแบ่ง ด้วยแนวคิด 85-15  นั่นคือ  เจ้าของร้านถูกดีฯ รับส่วนแบ่ง 85% บริษัท ได้ 15% เพื่อให้เจ้าของสามารถอยู่ได้   ขณะที่บริษัทหากอยากได้เพิ่มก็ต้องไปหาจากธุรกิจอื่นๆ   ที่มีโอกาสให้เราทำอีกมากมาย

แนวคิดกิบแบ่ง ไม่กินรวบนี้  เสถียร ถือโอกาสปลูกฝังความคิดนี้ไปยังทีมผู้บริหารคนหนุ่มสาวตลอดจนพนักงานทุกคนให้เรียนรู้และคิดเสมอว่า การสร้างกิจการใหญ่โตเค้าทำกันอย่างไร

 

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการขยายสาขาดังกล่าว บริษัทจำเป็นต้องขยายสำนักงานท้องถิ่นที่ปัจจุบันตั้งอยู่หลายจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ นครสวรรค์ โคราช สิ้นปีนี้จะเปิดเพิ่มเป็น  62 แห่ง จากปัจจุบัน  58 จังหวัดทั่วประเทศ
ขณะที่การกระจายสินค้าก็ต้องขยายด้วย โดยปลายปีนี้  จำนวนคลังสินค้าจะเพิ่มเป็น  8 แห่งรองรับ 1 หมื่นสาขา และขยายอีก 15 สาขาในปี 2565  โดยใช้งบลงทุนต่อสาขาที่ 3,000 ล้านบาท รวมงบลงทุนประมาณ 45,000  ล้าน  จากงบลงทุนปีหน้า 75,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นสร้างคลังสินค้า และขยายร้านค้าให้ครบ  30,000 แห่ง

เสถียร  ยอมรับว่า  การทำธุรกิจร้านถูกดีฯ ปีนี้ต้องยอมขาดทุนไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทอย่างแน่นอน  เนื่องจากการซัพพอร์ตสินค้าต่อสาขาอยู่ที่ 1 ล้านบาท แต่เมื่อมี 20,000 สาขาจะเริ่มเห็นกำไร 

ในฐานะคน  14 ตุลา ก่อนหน้านี้ เสถียร ยอมรับว่า เคยสิ้นหวังกับคนรุ่นใหม่ แต่ตอนนี้เริ่มมีความหวัง โดยมีเขาคอยสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำให้สามารถแข่งขันได้ โดยนำความรู้ เทคโนโลยี โปรโมชั่น สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

ร้านถูกดีมีมาตรฐานนี้  เป็นการลงทุนในนามส่วนตัวของเสถียร ไม่เกี่ยวข้องกับคาราบาวกรุ๊ปแต่อย่างใด   แยกกับซีเจ เพราะซีเจมีทิศทางมีเป้าหมายครอบคลุมระดับอำเภอ เจาะลูกค้าระดับอำเภอ โดยลงทุนเองทั้งหมด ไม่มีการขายแฟรนไชส์ ปีหน้าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

ส่วนร้านถูกดีฯ เป็นธุรกิจกินแบ่ง ช่วยฐานรากให้กลับมาเข้มแข็ง ท่ามกลางสิ่งที่ทำให้ต้องอ่อนแอลงตลอดเวลา
เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ไม่จำเป็นต้องทำให้ชุมชนล่มสลาย แต่สามารถนำเทคโนโลยีมาสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้  โดยตั้งเป้าขยายร้านถูกดีฯ ลงระดับลึกถึงหมู่บ้าน ยิ่งเข้าไปลีก ยิ่งมีร้านค้ามากเท่าไร ก็จะเอื้อต่อธุรกิจที่มี และธุรกิจในอนาคต

เสถียรทิ้งท้ายว่า  วันที่ทำคาราบาวแดง ยังไม่ค่อยมีความรู้ มองแค่ว่า คนกินชูกำลัง เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ แฟนคลับของพี่แอ๊ด คาราบาว  แต่วันนี้มองว่า การทำให้สำเร็จ ต้องทำให้ใหญ่ เพราะสัดส่วนรายได้ที่แบ่งกับเจ้าของร้านถูกดีมีเปอร์เซ็นต์ที่เยอะ ขณะที่บริษัทไม่พอค่าใช้จ่าย จึงต้องมีร้านค้าเพิ่มขึ้นจำนวนมากๆ ต้องทำใหญ่ๆ แน่นอนความเสี่ยงสูง อยู่ที่เราจะกล้าเสี่ยงไหม

เมื่อไรก็ตามที่คิดเรื่องตัวเอง เราจะไม่อยากเสี่ยง แต่เมื่อคิดจะทำเพื่อสังคม จะอยากเสี่ยง เพื่อช่วยสังคม เพราะต้องคิดถึงคนอื่น คิดถึงชุมชน  เพราะเมื่อชุมชนอยู่ได้  เราก็จะอยู่ได้ด้วยเช่นกัน  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: