Columnist

กระแส “รัฐประหาร” ข่าวลือ..หรือเรื่องจริง?

กระแส “รัฐประหาร” ข่าวลือ..หรือเรื่องจริง?

 ธนก บังผล

              “ไม่ต้องมาถามผมอีกเลยว่าผมจะทำหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาทำก็ไม่เห็นมีใครว่าดีจึงต้องไปใช้วิธีการอื่น ใครก็ตามเห็นว่าประเทศชาติไม่ดีใขณะนี้ก็ต้องไปหาวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามความชอบธรรมมา อย่ามาถามผมอีกว่าจะปฏิวัติหรือไม่ปฏิวัติ ใครจะมาชวนผมไปไหน เขาไม่ได้มาชวนผมไปซื้อขนมที่ตลาด ดังนั้น อย่ามาชี้นำผม ผมโตขนาดนี้แล้ว มีวุฒิภาวะพอสมควร และกองทัพต้องเชื่อฟังผม ถ้าไม่อย่างนั้นปกครองกองทัพไม่ได้”

              ข้อความส่วนหนี่งจากหนังสือ “ใต้อุ้งท็อปบู๊ต” ของวาสนา นาน่วม ที่ระบุคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก กล่าวกับสื่อมวลชนซึ่งถามถึงกระแสการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ช่วงปี 2557 โดยแรงกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุมขณะนั้นตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ     

              เวลาเปลี่ยน ปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยน สถานการณ์การเมืองเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ไม่มีหัวหน้าคณะรัฐประหารคนไหนประกาศล่วงหน้าว่าจะทำการปฏิวัติ

ผ่านมา 6 ปี วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 8 ก.ย.2563 หลังประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จ นักข่าวถามถึงกระแสข่าวลือการทำปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “เฮ้ย! ไป กลับบ้าน” แล้วเดินจากโพเดียมไปทันที

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังถามอีกว่า “ใครจะรัฐประหารนะ”

ผู้สื่อข่าวตอบว่า กองทัพบก

พล.อ.ประยุทธ์ สวนกลับทันทีว่า “เลอะเทอะ ถามแบบนี้”

              อีกด้านหนึ่ง นักข่าวยังเอาคำถามเรื่องกระแสรัฐประหารนี้ไปถาม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก โดยได้คำตอบสั้นๆว่า  

“นายกฯ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ตอบว่าอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น”

แต่ไม่ว่านายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก จะตอบว่าอย่างไร สรุปแล้วเรื่องรัฐประหารหรือไม่นั้นก็มีคำตอบเพียง 2 ทาง คือ ใช่กับไม่

คำตอบแรก “ไม่” ต้องเริ่มต้นที่ใครเป็นคนสร้างกระแสขึ้นมา หรือนักข่าวคาดเดาเอาเองโดยใช้จินตนาการมาประกอบกับเหตุที่มีกลุ่มชุมนุมเริ่มตั้งเวทีปราศรัยเหมือนในอดีต

สาเหตุที่ “ไม่” อาจเพราะสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่ถึงขั้นวิกฤต หรือมีเหตุให้กลุ่มผู้ต่อต้านกับสนับสนุนเผชิญหน้าและปะทะกันจนทวีความรุนแรงเกิดนองเลือดประชาชนล้มตาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดเงื่อนไขบังคับให้ทหารต้องออกมายึดอำนาจเพื่อความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

สาเหตุที่คำตอบคือ “ไม่” เนื่องจากผู้บัญชาการทหารบกมีสายสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล ไม่เหมือนการรัฐประหาร ครั้งล่าสุดที่ผู้อำนาจสูงสุดทางทหารสามารถหักนักการเมืองได้ถ้ามีเหตุจำเป็นโดยไม่ต้องเกรงใจ มีการวางตัวนายทหารระดับสูงที่ขึ้นมารับตำแหน่งหลายคนผ่านความสนิทสนมไว้ใจเพื่อคานอำนาจรัฐบาล

และแน่นอนว่าถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมา ยังมีการวางแผนผ่านกติกาการเลือกตั้งเพื่อทำทุกทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเป็นรัฐบาลสานต่ออำนาจอีกครั้ง ดังนั้นเมื่อการวางคนในสายบังคับบัญชาทั้งหมดล้วนเป็นพรรคพวกพี่น้องจึงเหมือนการตัดทุกปัจจัยออกไปจนไม่เอื้อให้ทำปฏิวัติรัฐประหาร

ในขณะที่คำตอบ “ใช่” หรือโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารนั้นอยู่ที่เวลาและการบริหารบ้านเมือง ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะมั่นใจว่าเป็นปึกแผ่นแน่นหนัก แต่กลับมีบางเหตุการณ์ที่ได้สร้างแรงกระเพื่อมบั่นทอนเสถียรภาพเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ เช่น การให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีบางคนที่ทำให้สังคมเสื่อมศรัทธา หรือกรณียกเว้นแขกวีไอพีเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัวก่อนกลายเป็นช่องทางที่ทำให้ทหารอียิปต์ติดเชื้อโควิด-19 เข้ามาเพ่นพ่าน

 

หรือแม้กระทั่งกรณี “บอส อยู่วิทยา” ที่ทำลายความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของไทยอย่างร้ายแรง

คาดกันว่าหากประเทศไทยมีการระบาดระลอก2 ของเชื้อไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วต้องพังพินาศ เศรษฐกิจพังทลาย ประชาชนอดอยาก เมื่อรวมกับรัฐบาลถังแตก ปัจจัยนี้จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายทำให้คนที่แม้จะฝักใฝ่สนับสนุนต้องหันกลับมาลุกฮือร่วมขับไล่รัฐบาล

คำตอบว่า “ใช่” อีกสาเหตุหนึ่งคือสถานการณ์บ้านเมืองโกลาหลวุ่นวายรัฐบาลไม่สามารถควบคุมความสงบได้ กฎหมายที่นำมาบังคับใช้ไม่มีใครเกรงกลัว โอกาสที่เราจะได้เห็นนายกรัฐมนตรีทำรัฐประหารตัวเองก็มีเช่นกัน

แม้วันนี้ พล.อ.ประยุททธ์ ยังคงเชื่อว่ารัฐประหารเป็นเรื่องเลอะเทอะ แต่นั่นก็เพราะมั่นใจกำลังพลรวมถึงผู้บังคับบัญชาทหารไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน ตำรวจก็ไร้อำนาจและอาวุธ ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ไม่ยินดีกับการก่อรัฐประหารทุกรูปแบบ

การรัฐประหารตัวเองจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ดูสมเหตุสมผลมากที่สุด

เหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยกล่าวไว้เมื่อยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก ว่า

“อย่ามาถามผมอีกว่าจะปฏิวัติหรือไม่ปฏิวัติ ใครจะมาชวนผมไปไหน เขาไม่ได้มาชวนผมไปซื้อขนมที่ตลาด ดังนั้น อย่ามาชี้นำผม”

เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน บางทีอาจมีอารมณ์อยากไปซื้อขนมที่ตลาดโดยไม่ต้องมีคนชวนก็เป็นได้

แต่ท้ายที่สุดแล้วคำตอบจะเป็น “ใช่” หรือ “ไม่” คำถามนี้ก็อาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางการเมืองเพียงชั่วครู่ที่สื่อมวลชนยกขึ้นมาเป็นสีสันเท่านั้น หาได้มีวาระอะไรแอบแฝง

ซึ่งจะว่าไปแล้วสำหรับผม “กระแสรัฐประหาร” กับ “ข่าวลุงพล” ก็ไม่ต่างกันแม้แต่นิดเดียว

             

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close
%d bloggers like this: